Browsing Tag

ผิวสวย

skin

แก้หน้าโทรม ผิวหมองคล้ำ ให้กลับมาดูสดใสจากภายในสู่ภายนอก

December 26, 2022
แก้หน้าโทรม

แก้หน้าโทรม ทำไงดี? ปัญหาที่ชายหญิงหลายคนมักจะพบเจอและทำให้เกิดความไม่มั่นใจ ถึงแม้จะพยายามหลีกเลี่ยงแล้วแต่หลายคนก็อาจจะกำลังเผชิญกับปัญหานี้อยู่ เพราะด้วยปัจจัยภายนอกและสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ที่ต้องพบเจอทุกวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 100% แต่วันนี้แอดมินจะพาคุณไปเจาะลึกถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาเหล่านี้พร้อมวิธีบำรุงให้หน้ากลับมาสดใสได้ทั้งจากภายในสู่ภายนอกกันเลย


ทำไมหน้าโทรม ผิวหมองคล้ำดูไม่สดใส

ก่อนอื่นเราต้องรู้ก่อนว่าปัญหาผิวหน้าโทรมนี้เกิดจากอะไร แก้หน้าโทรม ได้อย่างไรบ้าง หากเรารู้ถึงปัญหาที่แท้จริงแล้วก็จะสามารถหลีกเลี่ยงและแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด มาดูกันว่าทำไมใบหน้าของหลายคนจึงดูโทรมและไม่สดใส

  • อาการเครียด : หากคุณมีอาการเครียดมาก ๆ ร่างกายจะรับรู้จะเริ่มหลั่งฮอร์โมนที่มีชื่อว่า Cortisol ออกมา ซึ่งเจ้าฮอร์โมนตัวนี้จะเข้าไปกระตุ้นให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันออกมามากขึ้นทำให้หน้ามัน พอหน้ามันแล้วสิวก็มักจะเกิดขึ้นทำให้ผิวของคุณดูโทรมและเกิดความหมองคล้ำนั่นเอง
  • รังสี UV : แสงแดดหรือรังสี UV เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ใบหน้าดูโทรมและแก่ก่อนวัยได้ หากคุณเผชิญกับแสงแดดเป็นระยะเวลานานโดยไม่มีการปกป้องกัน แสงแดดจะเข้าไปทำร้ายได้ลึกถึงโครงสร้างชั้นผิวหนัง ทำให้ผิวขาดคอลลาเจนและความชุ่มชื้น ส่งผลให้เกิดฝ้า กระ จุดด่างดำ ริ้วรอย และทำให้ผิวหน้าโทรมเร็วขึ้นได้
  • สภาพอากาศ : การอยู่ในที่ที่มีอากาศเย็นรวมถึงอยู่ในห้องแอร์จะทำให้ผิวหน้าแห้งและแตกเป็นขุยได้ เนื่องจากอากาศจะดูดซับความชุ่มชื้นของผิวหน้าไป ทำให้ใบหน้าแลดูไม่สดใสและเกิดความหมองคล้ำลง
  • พักผ่อนน้อย : การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอส่งผลเสียต่อร่างกายได้มากมาย นอกจากจะทำให้รู้สึกไม่สดชื่นแล้วก็ส่งผลต่อผิวหน้าได้ด้วยเช่นกัน เพราะขณะที่คุณนอนหลับนั่นร่างกายจะหลั่งโกรทฮอร์โมนซึ่งเป็นตัวช่วยซ่อมแซมผิวที่สึกหรอออกมา ทำให้ผิวเกิดความแข็งแรงมากขึ้น แต่หากคุณน้อยนอนร่างกายจะไม่สามารถหลั่งฮอร์โมนชนิดนี้ออกมาได้อย่างเต็มที่ ส่งผลให้ใบหน้าดูโทรมขึ้นนั่นเอง
  • ดื่มน้ำเปล่าน้อย : หากคุณดื่มน้ำเปล่าไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายจะเกิดภาวะขาดน้ำ ทำให้ผิวขาดความชุ่มชื้น แห้งกร้าน และดูไม่สดใส 

วิธี แก้หน้าโทรม บอกลาหน้าปัญหาหน้าหมองคล้ำ

1.ดื่มน้ำให้เพียงพอต่อร่างกาย

แก้หน้าโทรม

วิธี แก้หน้าโทรม ที่ง่ายที่สุดก็คือ ‘การดื่มน้ำ’ ให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ซึ่งร่างกายของแต่ละคนนั้นต้องการปริมาณน้ำไม่เท่ากันโดยจะคิดปริมาณเป็น 1.5 เท่าของแคลอรีที่ควรได้รับในแต่ละวัน แต่โดยทั่วไปแล้วปริมาณน้ำส่วนใหญ่จะอยู่ที่ประมาณ 8-12 แก้วต่อวัน ยิ่งดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายมากเท่าไหร่ ผิวของคุณก็จะดูสดใสและชุ่มชื้นมากขึ้นเท่านั้น

2.ทาครีมกันแดด

แก้หน้าโทรม

ครีมกันแดด เรียกได้ว่าเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรหลีกเลี่ยงอย่างยิ่ง แม้ในวันที่คุณไม่ได้ออกจากบ้านการทาครีมกันแดดก็ยังคงเป็นหนึ่งไอเท็มที่ต้องใช้เป็นประจำทุกวัน เพราะนอกจากแสงแดดที่ทำร้ายผิวแล้วรังสีจากโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ หรือโทรทัศน์ก็ทำร้ายผิวหน้าได้เช่นกัน

3.รับประทานอาหารที่ให้คุณประโยชน์เยอะ

‘You are what you eat’ กินอะไรก็ได้อย่างนั้น ยิ่งคุณรับประทานอาหารที่ให้คุณประโยชน์ต่อร่างกาย ระบบต่าง ๆ ภายในรวมถึงภายนอกก็จะดีขึ้นด้วย ซึ่งอาหารที่มักจะให้คุณประโยชน์ก็จะเป็นจำพวก แซลมอน ทูน่า ปลาที่มีกรดโอเมก้า-3 และอื่น ๆ อีกมากมายที่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ

4.ดูแลผิวหน้าให้สะอาด

แก้หน้าโทรม

การดูแลผิวหน้าให้สะอาดก็ช่วยให้ใบหน้าดูสดใสและไม่หมองคล้ำได้ หากคุณล้างหน้าหรือดูแลผิวหน้าไม่ดีอาจการหมักหมมของสิ่งสกปรกต่าง ๆ ทำให้ผิวอุดตันและเกิดสิวขึ้นได้

5.ทาครีมบำรุงผิวเป็นประจำ

การทาครีมบำรุงผิวหรือเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนช่วยรักษาใบหน้าหมองคล้ำก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ช่วยทำให้ใบหน้ากลับมาดูสดใสขึ้นได้ 

6.เปลี่ยนพฤติกรรม

แก้หน้าโทรม

ให้คุณลองสังเกตพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันของตัวเองให้ดีว่าทำแบบไหนแล้วสิวขึ้น หรือทำแบบไหนแล้วหน้าจะดูโทรม ไม่สดใส และเปลี่ยนพฤติกรรมเหล่านั้น เช่น การเข้านอนให้ตรงเวลาและเร็วขึ้น การแบ่งเวลานอนกับเวลาทำงานอย่างชัดเจน การดื่มน้ำให้เพียงพอ ฯลฯ

7.ผลัดเซลล์ผิว

การสครับผิว ถือว่าเป็นการช่วยผลัดเซลล์ผิวได้อีกอย่างหนึ่งเพราะมันจะช่วยขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดออกไปได้ง่ายขึ้น ทำให้ผิวได้รับการขจัดความหมองคล้ำออกไปได้ ส่งผลให้ผิวดูสดใสและมีความกระจ่างใสมากยิ่งขึ้น แต่การสครับผิวก็ไม่ควรทำบ่อย ๆ เพราะผิวอาจบางได้ การผลัดเซลล์ผิวอาทิตย์ละ 1-2 ครั้งจะดีที่สุด

8.ลดความเครียด 

แก้หน้าโทรม

ยิ่งเครียด ก็ยิ่งโทรม ความเครียดส่งผลเสียต่อสุขภาพมากในหลาย ๆ ด้าน ยิ่งคุณเครียดมากเท่าไหร่มันก็จะยิ่งไปสัมพันธ์กับการทำงานของฮอร์โมนต่าง ๆ ในร่างกายที่อาจทำให้ผิวดูหมองคล้ำและไม่สดใสได้

9.งดการสูบบุหรี่

บุหรี่ ส่งผลเสียต่าง ๆ มากมายต่อร่างกายรวมถึงด้านผิวพรรณด้วย เพราะสารนิโคตินที่อยู่ในบุหรี่นั้นจะทำให้ระบบหมุนเวียนเลือดในร่างกายทำงานได้อย่างไม่เต็มประสิทธิภาพ ส่งผลให้เกิดอาการผิวแห้งและผิวเสียขึ้นได้ นอกจากนี้การสูบบุหรี่ยังเข้าไปขัดขวางระบบการดูดซึมอาหารที่จำเป็นต่อผิวทำให้ผิวเสียและดูโทรมได้เช่นกัน

10.มาสก์หน้า 

แก้หน้าโทรม

การมาสก์หน้า ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีแก้หน้าโทรมที่สามารถทำได้ง่าย ๆ ด้วยเช่นเดียวกัน เพราะมาสก์หน้านั้นหาซื้อได้ง่ายตามร้านทั่วไป การเลือกมาสก์หน้าสูตรที่ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวจะช่วยทำให้ใบหน้าดูอิ่มฟูขึ้น และดูสดใส ไม่หมองคล้ำ


10 อาหารบำรุงผิว แก้หน้าโทรม ช่วยให้ผิวดูสดใสได้จากภายใน

นอกจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำต่าง ๆ จะส่งผลต่อการมีผิวสวยและใบหน้าที่สดใสแล้ว การรับประทานอาหารบำรุงผิวก็สามารถช่วยปรับสภาพผิวจากภายในได้ด้วยเช่นกัน มาดูกันว่าอาหารที่ผิวต้องการ ยิ่งกิน ผิวยิ่งสวยจะมีอะไรบ้าง


1. หน่อไม้ฝรั่ง

แก้หน้าโทรม

หน่อไม้ฝรั่ง เรียกได้ว่าเป็นอาหารที่ช่วยบำรุงผิวได้อย่างแท้จริง เพราะเป็นแหล่งของวิตามินเอ วิตามินบี วิตามินซี รวมถึงแร่ธาตุอื่น ๆ อีกมากมาย นอกจากนี้ในหน่อไม้ฝรั่งยังอุดมไปด้วยกลูต้าไธโอนเป็นจำนวนมากและยังมีส่วนช่วยในการสร้างคอลลาเจนอีกด้วย ยิ่งกินเป็นประจำผิวของคุณก็จะยิ่งสดใสและกระจ่างใสแบบเป็นธรรมชาติ

2. ชาเขียว

ในชาเขียวอุดมไปด้วยโพลีนอลและแคเทซิน ซึ่งทั้งสองสิ่งนี้มีสรรพคุณในการช่วยปกป้องผิวจากแสงแดดและมลภาวะต่าง ๆ รวมถึงยังช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระและป้องกันการเสื่อมของร่างกายได้เร็วอีกด้วยทำให้ผิวพรรณไม่แก่ก่อนวัย โดยการดื่มชาเขียวอุ่นจากธรรมชาติเรียกได้ว่าเป็นเคล็ดลับความเยาว์วัยของชาวญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้

3. ธัญพืช

แก้หน้าโทรม

ธัญพืช ไม่ว่าจะเป็นชนิดใดก็ตามล้วนมีประโยชน์ต่อผิวพรรณทั้งสิ้น เพราะในถั่วดำ ถั่วเหลือง ถั่วแดง ข้ามหอมนิล ลูกเดือย หรือข้าวซ้อมมือ มีกากใยสูงทำให้ระบบการขับถ่ายทำงานได้อย่างเป็นปกติ ส่งผลให้ผิวพรรณมีน้ำมีนวลและดูยืดหยุ่นขึ้น

4. มะเขือเทศ

หากพูดถึงอาหารบำรุงผิว เชื่อว่ามะเขือเทศคงเป็นตัวเลือกแรก ๆ ที่หลายคนอาจนึกถึงแน่นอน เพราะในมะเขือเทศนั้นเป็นทั้งแหล่งของวิตามินเอ วิตามินซี ไลโคปีน และสารแคโรทีนอยด์ที่มีส่วนช่วยในการต้านอนุมูลอิสระ ทำให้ผิวดูกระจ่างใสและยังช่วยต้านการอักเสบของผิวได้อีกด้วย ทำให้ป้องกันการถูกแสงแดดทำร้ายได้เป็นอย่างดี

5. ผลไม้ตระกูลส้ม

แก้หน้าโทรม

ผักและผลไม้ต่าง ๆ ที่อยู่ในตระกูลส้มมีประสิทธิภาพช่วยต้านอนุมูลอิสระได้อย่างดีเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็น ส้มสายพันธ์ุต่าง ๆ ส้มโอ เลมอน มะนาว หรือมะกรูด เป็นต้น ซึ่งผักและผลไม้เหล่านี้ประกอบไปด้วยวิตามินซีสูงและสารไฟโตนิวเทรียนต์ ทำให้ช่วยเร่งการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนัง ผิวจึงดูเปล่งปลั่งปละสดใสมากยิ่งขึ้น

6. ฟักทอง

ในฟักทองมีไฟเบอร์และวิตามินต่าง ๆ สูง ทำให้ผิวมีความเด้งนุ่มและชุ่มชื้น พร้อมกับมีแร่ธาตุสำคัญต่าง ๆ ที่ช่วยผลิตคอลลาเจน ผิวจึงดูขาวผมชมพูได้เมื่อรับประทานอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ฟักทองยังช่วยแก้ไขปัญหาโรคผิวหนังได้อีกด้วยเช่นกัน

7. แซลมอน

แก้หน้าโทรม

ปลาแซลมอนอุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า-3 ที่ช่วยปกป้องด้านผิวพรรณและกระตุ้นการเกิดคอลลาเจนได้เป็นอย่างดี ทำให้สามารถต่อต้านริ้วรอยก่อนวัย ชะลอวัน และบำรุงผิวได้อย่างล้ำลึกทำให้ผิวดูใสและเนียนขึ้นได้ทั้งผิวหน้าและผิวกาย

8. น้ำแร่

น้ำแร่มีประโยชน์มากมายต่อร่างกาย นอกจากจะทำให้ผิวดูชุ่มชื้นไม่แห้งกร้านแล้ว การดื่มน้ำแร่เป็นประจำยังช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยและทำให้ผิวแข็งแรงขึ้น เนื่องจากในน้ำแร่มีแร่ธาตุมากมายที่คุณในการปรับสมดุลให้กับผิว

9. อะโวคาโด

อะโวคาโด เป็นแหล่งของไขมันดีที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวหนังและยังมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระอีกด้วย ทำให้ทั้งช่วยชะลอวัน เลือดลมสูบฉีดได้อย่างดี และทำให้ผิวนุ่มฟูสุขภาพดีอีกด้วย

10. แตงกวา 

หลายคนคงอาจเคยเห็นคนนำแตงกวามามาสก์หน้า เพราะแตงกวานั้นมีคุณสมบัติในด้านของการเติมเต็มความชุ่มชื้นให้กับผิว ทำให้ผิวอิ่มน้ำ พร้อมกับช่วยลดอุณหภูมิให้กับผิวทำให้ผิวเย็นลงและดูเนียนนุ่มได้อีกด้วย


หน้าหมองคล้ำ ไม่สดใส เป็นปัญหาที่แก้ได้ หากคุณต้องการ ‘แก้หน้าโทรม’ เพียงแค่ต้องเริ่มจากการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น นอนให้เร็วขึ้นหรือดื่มน้ำให้มากขึ้น ที่สำหรับอย่าลืมหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่มักจะทำให้เกิดปัญหาหน้าโทรมเช่นความเครียดหรือการสูบบุหรี่ด้วย นอกจากนี้การรับประทานอาหารบำรุงผิวก็สามารถช่วยปรับสภาพผิวของคุณให้ดูสดใสและเปล่งปลั่งขึ้นได้เช่นเดียวกัน 


 

อ้างอิง : 

https://www.vsquareclinic.com/tips/correct-shabby-face/ 

https://www.eucerin.co.th/skin-concerns/ageing-skin/filler-vitc

https://www.bioderma.co.th/skin-articles/how-to-rejuvenate-dull-skin.html

https://www.welpano.com/blog/15_อาหาร_กินแล้วผิวสวย_ออร่ากระจาย-blog.aspx 

skin

สกินแคร์มีอะไรบ้าง ? เลือกใช้อย่างไรให้เหมาะกับสภาพผิว

December 14, 2022
สกินแคร์มีอะไรบ้าง

เรื่องของผิว ต้องบอกเลยว่าถ้าได้ศึกษาดี ๆ จะมีเรื่องราวที่เป็นมากกว่าเครื่องสำอางทั่วไป สำหรับในปัจจุบันนี้ผลิตภัณฑ์อย่างสกินแคร์ ได้รับความนิยมมากขึ้น ถ้าหากย้อนเวลากลับไปในสมัยก่อน คงจะมีแต่คุณผู้หญิงที่หันมาดูแลตัวเอง แต่ในปัจจุบันนี้คุณผู้ชายทั่วไปก็หันมาใช้สกินแคร์กันเป็นจำนวนมาก ด้วยผลกระทบอย่างมลพิษ แสงแดด ความเครียด ส่งผลโดยตรงต่อผิวหน้า ผิวกาย ดังนั้นเป็นเรื่องเร่งด่วนที่จะต้องรีบฟื้นฟูโดยเร็วเพราะเมื่อไหร่ที่ผิวเสีย บุคลิกของคุณก็จะดูไม่ดีตามไปด้วย ดังนั้นการดูแลผิวหน้าจึงเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนจะต้องอาศัยความเข้าใจอย่างแท้จริงในการดูแล วันนี้พวกเราจึงไม่พลาดที่จะพาทุกท่านไปแนะนำให้พบกับ “สกินแคร์” ซึ่ง สกินแคร์มีอะไรบ้าง เลือกแบบไหนให้เหมาะกับสภาพผิว ทุกข้อมูลของเรื่องนี้พวกเราได้รวบรวมมาอธิบายให้อ่านกันแบบเข้าใจง่ายแล้วในบทความนี้ ถ้าหากว่าคุณคืออีกหนึ่งคนที่กำลังหันมาดูแลผิวของตัวเอง ไม่ควรพลาดกับบทความนี้


สกินแคร์ คืออะไร ทำไมถึงต้องทา?

สกินแคร์มีอะไรบ้าง

ด้วยสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน ส่งผลเสียต่อผิวเป็นอย่างมาก ส่งผลให้เกิดอาการแพ้ หรือ สีผิวที่เสียไม่สม่ำเสมอ ดังนั้นอีกหนึ่งหนทางสำหรับคนรักดูแลผิวนั่นก็คือ การใช้สกินแคร์นั่นเอง ซึ่งความหมายของสิ่งนี้จะตรงตัวเลยก็คือ เป็นผลิตภัณฑ์ที่บำรุงผิวหน้า โดยจะมีลักษณะหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นเจล ครีม มอยส์เจอไรเซอร์ รวมไปถึงครีมที่มีคุณสมบัติช่วยบำรุง พร้อมทั้งฟื้นฟูผิวแห้งเสีย ซึ่งจะเป็นการดูแลบำรุงผิวหน้า หรือ ผิวกายด้วยครีมบำรุงต่าง ๆ แต่สิ่งสำคัญของการใช้งานก็คือ จะต้องเลือกให้เหมาะกับผิวของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นคนผิวแห้ง ผิวมัน หรือ ผิวปกติ ก็จะต้องเลือกสกินแคร์ให้เหมาะสม เพื่อการปกป้องผิวได้อย่างเต็มที่ 


สกินแคร์ ใช้แล้วดีอย่างไร ? 

นี่จึงเป็นอีกหลายเหตุผลที่เห็นได้ว่า มีสกินแคร์หลากหลายยี่ห้อให้เลือกใช้งานจนไม่รู้เลยว่าจะเลือกแบบไหนดี แบบไหนที่เหมาะกับผิวของคุณ เพราะว่าแต่ละคนนั้นมีรูปแบบของผิวที่ไม่เหมือนกันบางคนก็ผิวมัน บางคนก็ผิวแห้ง ซึ่งการใช้สกินแคร์ก็ส่งผลต่อการระคายเคืองของผิวด้วยเช่นกัน ซึ่งสิ่งสำคัญก็คือการเลือกผลิตภัณฑ์ในการบำรุงผิวหน้า ผิวกาย รวมทั้งครีมบำรุงต่าง ๆ ก็จะต้องเลือกให้เหมาะกับผิว ซึ่งจะมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ 


สกินแคร์ กับ ประเภทของผิว

สกินแคร์มีอะไรบ้าง

การรู้ตัวเองว่ามีสภาพผิวแบบไหน เป็นเรื่องที่ดี เพราะว่าคุณจะสามารถใช้งานผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่เหมาะสมได้โดยที่ไม่ต้องกังวลเรื่องการแพ้ หรือ ระคายเคือง แต่การสำรวจตัวเองนั้นไม่ยาก สำหรับการตรวจสอบผิวก็ดูได้จากความสมบูรณ์ของผิว ถ้าดูแห้งกร้าน ก็คือ ผิวแห้ง ถ้าผิวมัน มักจะมีน้ำมันหล่อเลี้ยงอยู่ที่บริเวณหน้าตลอดเวลา โดยการดูแลผิวจะแบ่งตามประเภทของผิวดังนี้ 

  • ผิวธรรมดา

ก่อนที่จะเลือกครีมบำรุงผิวสำหรับคนผิวธรรมดานั้น จะต้องรู้จักกับผิวตัวเองก่อนว่า มีผิวแบบไหน โดยผู้ที่ผิวแบบธรรมดา จะมีผิวที่มีน้ำมันบนใบหน้าในแบบพอดี ไม่มันจนเกินไป อีกทั้งผิวก็ยังมีความแข็งแรง สุขภาพดี ดูเปล่ง ไม่ค่อยมีริ้วรอย โดยรูปแบบผิวนี้จะมีข้อดีก็คือ ไม่ค่อยมองเห็นรูขุมขน ทำให้ไม่มีปัญหาผิวเรื่องสิว หรือ ฝ้า รบกวน แต่ข้อเสียก็คือ จะต้องดูแลผิวไม่ให้ขาดความชุ่มชื้นตลอดเวลา รักษาความสมดุลให้พอเหมาะ ไม่เช่นนั้นผิวก็จะเสียได้เช่นกัน 

การดูแลรักษาของผิวธรรมดา จะใช้ครีมบำรุงผิวที่ไม่เข้มข้น หรือ เบาบางจนเกินไป ใช้ครีมกันแดดทุกวัน สครับผิวอาทิตย์ละ 1 ครั้ง เพื่อขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว พร้อมยังคงความอ่อนเยาว์ต่อไป 

  • ผิวแห้ง

ลักษณะของคนผิวแห้ง จะเกิดภาวการณ์ผลิตน้ำมันหล่อเลี้ยงผิวได้น้อย เวลาที่ล้างหน้า จะรู้สึกว่าหน้าแห้งตึง หน้าเป็นขุย มีริ้วรอยบาง ๆที่มองเห็นได้ นี่แหละคือคนผิวแห้ง ถึงแม้ว่าจะมีข้อดีเรื่องไม่มีปัญหารูขุมขน แต่ข้อเสียนั้นมีเพียบ ไม่ว่าจะเป็น ริ้วรอยที่มาเร็ว เมื่อมีสิวก็จะรักษายากกว่าคนผิวมัน เมื่อผิวแห้ง ก็จะยิ่งแดง ลอก แห้ง ระคายเคืองง่าย 

สำหรับการดูแลผิว ในผู้ที่มีผิวแห้งนั้น จะต้องใช้เนื้อครีมที่เข้มข้น ให้ความชุ่มชื้น พร้อมทั้งเติมความชุ่มชื้นในระหว่างวัน ใช้สเปรย์น้ำแร่เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นก่อนแต่งหน้า ใช้ครีมกันแดดที่ผสมมอยเจอร์ไรเซอร์ ใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่ไม่มีฟอง ส่วนอาหารเสริมก็ให้เลือกทานน้ำมันปลาจะดีมาก เพราะจะทำให้ผิวดูแข็งแรงขึ้น พร้อมช่วยลดการอักเสบ หรือ ผื่นแพ้ได้ 

  • ผิวมัน 

สำหรับคนผิวมัน จะเกิดจากภาวะที่มีน้ำมันหล่อเลี้ยงผิวมากเกินไป เวลาที่ล้างหน้าภายใน 2 ชั่วโมงไปแล้ว ผิวก็จะเริ่มมันในส่วนของ ทีโซน แก้ม จมูก คิ้ว รูขุมขนกว้าง สิวเสี้ยนเกิดง่าย พร้อมกับสิวหัวดำบริเวณจมูกด้วย สำหรับข้อดีของผู้ที่มีผิวมันก็คือ เกิดริ้วรอยได้ยากกว่าคนผิวแห้ง ระคายเคืองยาก แต่ข้อเสียก็คือ จะเกิดสิวอักเสบได้ง่าย พร้อมกับเกิดสิวอุดตันก็เกิดได้ง่ายเช่นกัน 

สำหรับผิวมันให้ใช้โทนเนอร์ควบคุมความัน ในรูปแบบที่ช่วยผลัดเซลล์ผิว รวมทั้งใช้แบบลดความมัน จะช่วยให้ละลายไขมันที่อุดตันในรูขุมขน หลีกเลี่ยงส่วนผสมที่เกี่ยวกับน้ำมัน โดยในช่วงหน้าร้อนจะต้องดูแลเป็นพิเศษ เพราะว่าช่วงนี้จะผลิตน้ำมันที่มากเกินไป เกิดสิวอุดตันง่าย พร้อมทั้งสิวอักเสบด้วย ดังนั้นการเลือกสกินแคร์จะต้องระวังเป็นพิเศษ ควรใช้ครีมบำรุงที่เนื้อบางเบา หรือ ผลิตภัณฑ์แบบสูตรน้ำแทนจะดีต่อผิวมากกว่าแบบอื่น

  • ผิวผสม

สำหรับผิวแบบผสมก็คือ การเกิดภาวะที่ผิวทั้งแห้ง ทั้งมัน ซึ่งอาจจะเกิดเป็นคนละจุดกัน โดยส่วนของผิวมันจะเกิดสิวง่าย ส่วนผิวแห้งก็จะลอกเป็นขุยได้ ซึ่งผิวลักษณะนี้จะมีข้อดีก็คือ เกิดริ้วรอยยากในจุดที่มัน แล้วก็จะไม่มีปัญหาเรื่องรูขุมขนกว้างในจุดที่ผิวแห้งด้วยนั่นเอง ส่วนที่เป็นข้อด้อยของผิวประเภทนี้ก็คือ การดูแลที่จะยากกว่ารูปแบบทั่วไป เพราะว่าแห้ง กับ มันเป็นส่วน ซึ่งการเลือกครีมอาจจะต้องปรับไปตามสภาพผิวของแต่ละจุดนั่นเอง

สำหรับการดูแล “ผิวผสม” จะใช้ครีมสองสูตร นั่นก็คือ จะต้องใช้คลีนเซอร์ทำความสะอาด  ซึ่งจะใช้ได้ทั้งผิวแห้ง รวมทั้งผิวมันด้วย โดยพยายามควบคุมความมันด้วการใช้โทนเนอร์เช็ดที่บริเวณผิว 

  • ผิวแพ้ง่าย

ผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย ค่อนข้างตรงตัว เพราะว่าผิวจะมีความสามารถในการปกป้องผิวลดลง ผิวจะอักเสบได้ง่าย ผิวอ่อนแอลง สุขภาพผิวไม่แข็งแรง ซึ่งจะใช้ครีมชนิดใด หรือ สกินแคร์แบบไหน ก็จะต้องศึกษา เพราะว่าอาจจะแพ้น้ำหอม หรือ สารสกัดภายในสกินแคร์นั้นด้วย 

การดูแลผิวแพ้ง่ายนั้นเหมือนจะยาก แต่ถ้าหากว่าคุณเองใช้ผลิตภัณฑ์ที่สามารถเคลือบผิวเอาไว้ โดยจะทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันให้กับผิว โดยคุณเองจะต้องหลีกเลี่ยงน้ำหอม แอลกอฮอล์ เพราะนี่คือสารที่จะทำให้ผิวของคุณเกิดความระคายเคือง โดยสกินแคร์ที่จะต้องใช้ จะต้องเลือกแบรนด์ที่อ่อนโยนต่อผิวอย่างมาก 


สกินแคร์มีอะไรบ้าง

สกินแคร์มีอะไรบ้าง

เห็นแบบนี้แล้วตัวของ “สกินแคร์” มีหลากหลายประเภท รวมทั้งคุณสมบัติที่แตกต่างกันด้วยเช่นกัน ถ้าหากว่าอธิบายเบื้องต้นคงจะยังไม่หมด ดังนั้นพวกเราจึงได้รวบรวมประเภทของสกินแคร์ อีกทั้งประโยชน์ของผลิตภัณฑ์ดูแลผิวในแบบต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยมีคำตอบให้กับคนที่กำลังเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

1.Skin Cleansing Products สำหรับทำความสะอาด

สำหรับสกินแคร์ประเภทนี้จะมีหน้าที่หลักก็คือ ทำความสะอาด ชำระสิ่งสกปรกออกไปจากผิวกาย ไม่ว่าจะเป็น เหงื่อ ขี้ไคล ความมันบนใบหน้า ผิวกาย รวมทั้งฝุ่น และ มลพิษต่าง ๆที่ได้รับมา ที่สำคัญเครื่องสำอางที่คุณผู้หญิงได้ใช้งานบนใบหน้า จะถูกสกินแคร์ประเภททำความสะอาด ชำระล้างไปจนหมด โดยรูปแบบก็มีหลากหลายไม่ว่าจะเป็นแบบเช็ดออกด้วยน้ำ หรือ ล้างออกด้วยน้ำ โดยจะมีตัวอย่างผลิตภัณฑ์สกินแคร์ประเภทนี้ที่พบได้ทั่วไปเลยก็คือ สบู่ก้อน สบู่เหลว เจลล้างหน้า เจลอาบน้ำ โฟมล้างหน้า รวมไปถึง โทนเนอร์ที่ใช้เช็ดทำความสะอาด เป็นต้น 

2.Skin Whitening/Brightening Products ช่วยให้ผิวขาวกระจ่างใส

แน่นอนเลยว่ามีสำหรับทำความสะอาดแล้ว ก็จะต้องมีสกินแคร์ที่ช่วยบำรุงผิวให้กระจ่างใส โดยเราจะเรียกผลิตภัณฑ์ประเภทนี้ว่า “ไวท์เทนนิ่ง” นั่นเอง โดยจะมีคุณสมบัติที่จะช่วยให้ผิวดูกระจ่างใส ซึ่งจะเป็นประเภทที่คุณผู้หญิงที่รักในความงามรู้จักกันเป็นอย่างดี โดยหน้าที่หลักจะช่วยปรับสภาพผิว ให้ดูขาวขึ้น กระจ่างใสขึ้น ซึ่งในปัจจุบันได้มีเครื่องสำอางหลายชนิด เพิ่มสารประเภทนี้เข้าไปทำให้ใช้แล้วดูผิวกระจ่างใสขึ้น โดยผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้ จะใส่สารที่มีกลไกการออกฤทธิ์ทำให้สีผิวจางลง โดยจะมี 2 แบบได้แก่ Tyrosinase กับ Peroxidase 

โดยในรายแรกอย่าง Tyrosinase จะหมายถึงรูปแบบการยับยั้งเอนไซม์  ซึ่งการยับยั้งเอนไซม์ตัวนี้จะทำให้ไม่ไปเกินกระบวนการสร้างเม็ดสีเมลานิน ผิวจะดูกระจ่างใสขึ้น

ส่วนอีกหนึ่งรูปแบบอย่าง Peroxidase  จะหมายถึงการยับยั้งเอนไซม์อื่น ๆ ที่สามารถพบได้ในเซลล์มนุษย์  

3.Moisturizing Products ผลิตภัณฑ์เพิ่มความชุ่มชื้น

นอกจากการทำความสะอาดผิว แล้วยังช่วยให้ผิวขาวกระจ่างใส ผลิตภัณฑ์เพิ่มความชุ่มชื้นก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้ผิวดูขาวใส สวยเปล่งประกายเป็นธรรมชาติ ซึ่งหลาย ๆคนอาจจะเรียกกันติดปากว่า moisturizer หรือ มอยส์เจอไรเซอร์ นั่นเอง ซึ่งเป็นไอเทมที่สาว ๆ ขาดไม่ได้ เพราะว่าจะต้องบำรุงทุกวัน ด้วยคุณสมับิตที่จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นให้กับสาว ๆ ด้วย 

4.Anti-aging Products ผลิตภัณฑ์ชะลอวัย

สารต้านอนุมูลอิสระ เป็นอีกหนึ่งส่วนเสริมที่ช่วยลดริ้วรอย ซึ่งแน่นอนว่านี่คือสิ่งที่สาว ๆต้องการกับความหน้าเด็ก หน้าใส ดังนั้นผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจนี้ จึงเหมาะสำหรับคุณผู้หญิงที่อยากจะทำสักครั้งในชีวิต แล้วคุณเองก็จะเปลี่ยนไป สำหรับจุดเด่นของ Anti-aging Products นั้น จะสามารถผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไป แต่แค่ไปสร้างผิวใหม่ ให้ดีกว่าเดิมด้วยนั่นเอง นี่แหละคือผลิตภัณฑ์ที่แก้ปัญหาในเรื่องของการช่วยฟื้นฟูผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

5.Antiperspirants & Deodorants Products ผลิตภัณฑ์ระงับเหงื่อและระงับกลิ่นกาย

เห็นแบบนี้ ผลิตภัณฑ์ระงับเหงื่อและระงับกลิ่นกาย จัดเป็นสกินแคร์อย่างหนึ่งเช่นเดียวกัน เพราะว่าจะช่วยชำระล้างเรื่องกลิ่นกาย พร้อมกับส่งผลให้ผิวไม่เสียด้วย โดยจะมีจุดเด่นที่ให้คนทุกเพศ ทุกวัย ได้พูดถึง กับ สกินแคร์ที่จะเพิ่มความมั่นใจให้กับทุกคน มั่นใจว่าวันเหงื่อออกมาเยอะ แต่กลิ่นตัวก็ยังคงหอมแบบมั่นใจอยู่ 

6.Acne Product ผลิตภัณฑ์สิว

สกินแคร์ที่จะเน้นไปทางการรักษามากกว่าการบำรุง เพราะว่าผู้ที่มีปัญหาสิวนั้น จะต้องใช้ผลิตภัณฑ์รักษาสิว หรือว่าผู้ที่เป็นสิวประจำก็อาจจะต้องใช้สกินแคร์ในกลุ่มนี้  ส่วนประเภทของสิวนั้นก็มีหลากหลายรูปแบบ หลายชนิด ส่วนใหญ่แล้วจะขึ้นอยู่กับผิวหน้าด้วย แต่เมื่อไหร่ที่เป็นสิวก็จะต้องดูแลเป็นพิเศษ การใช้ครีม หรือ สกินแคร์ที่บำรุงผิว ก็จะต้องคิดให้ดีก่อนใช้ เพราะอาจจะแพ้ระคายเคือง เกิดสิวเห่อหนักกว่าปกติได้ 

7.Sunscreen Products ผลิตภัณฑ์กันแดด

สำหรับครีมกันแดด คือพระเอกในเรื่องของการปกป้องผิวแบบ 90% โดยภายในครีมกันแดดจะประกอบไปด้วย เป็นส่วนประกอบของ Inorganic Sunscreens ที่เป็นกลุ่มที่ทำหน้าที่สะท้องแสงกลับไป หรือ ดูดแสงเอาไว้แล้วปล่อยออกมา ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งก็คือ Organic Sunscreens เป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่จะทำหน้าที่ดูดซับ หรือ ดูดซึมแสงเอาไว้  แน่นอนเลยว่ายังไงก็แล้วแต่ครีมกันแดด ยังคงมาเป็นอันดับ 1 ในเรื่องของสกินแคร์ที่ปกป้องผิวเป็นด่านแรก ส่วนประเภทอื่น ๆ ก็จะมีความสำคัญเช่นเดียวกัน 


ส่วนผสมที่มักจะอยู่ในสกินแคร์

สกิลแคร์ จะมีส่วนผสมที่ทั้งปลอดภัย รวมทั้งส่วนผสมที่หลาย ๆ คนอาจจะแพ้สารดังกล่าวได้ แน่นอนว่าในช่วงสุดท้ายของบทความนี้ พวกเราจะขอแนะนำกับ ส่วนผสมที่อยู่ในตัวของสกินแคร์ พร้อมกับข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการเลือกใช้ การตรวจสอบสารเคมีในเครื่องสำอาง เป็นต้น ซึ่งนี่คืออีกหนึ่งความรู้ที่คุณเองจะต้องทำความเข้าใจก่อนจะใช้สกินแคร์อย่างจริงจัง โดยมีเรื่องที่คุณเองจะต้องรู้ดังต่อไปนี้

ส่วนผสมที่เสี่ยงแก่การแพ้

ข้อสำคัญสำหรับการเลือกซื้อสกินแคร์ ใครที่ผิวแพ้ง่ายก็จะต้องหลีกเลี่ยงสารอันตรายดังต่อไปนี้ 

  • สารกลุ่มซัลเฟต 
  • สารกันเสีย จะทำให้ผิวของเราระคายเคืองได้
  • น้ำหอม จะทำให้ผิวของเราระคายเคืองได้ 
  • สีสังเคราะห์ 
  • ฟอร์มาลดีไฮด์ 
  • สารปรอท 
  • แอลกอฮอล์ จะทำให้ผิวของเราระคายเคืองได้

ถึงแม้ว่าสารเหล่านี้จะมีส่วนผสมอยู่ในจำนวนที่ไม่มากนัก แต่ทว่าสามารถทำให้เกิดอันตรายต่อตัวเองได้ แต่จะต้องระวังเป็นอย่างมาก เพราะเป็นส่วนผสมที่อาจจะทำให้คุณแพ้ง่ายเช่นกัน 

ส่วนผสมที่สำคัญ

สำหรับสกินแคร์ โดยทั่วไปแล้วจะต้องเรียนรู้ส่วนผสมต่าง ๆ ด้วย ตัวอย่างเช่น ครีมที่ใช้ลดเลือนริ้วรอย จะพบเจอกับสาร Retinol จะช่วยลดเลือดริ้วรอยต่าง ๆ โดยส่วนใหญ่แล้วสร้างจากวิตามินเอ ใน่ส่วนของครีมที่เพิ่มความกระจ่างใส ก็จะมี L-Ascorbic Acid  ส่วนผสมที่สกัดมาจากวิตามินซีมีหลายอย่าง  

สกินแคร์ประเภทครีมกันแดด ก็จะมีค่า ค่า SPF และ PA  ที่สามารถปกป้องผิวจากแสงแดดได้ ซึ่งจะแนะนำค่า SPF ที่ปกป้องผิวเราจากแสง UVB ค่า SPF ที่แนะนำก็คือ 30 ขึ้นไป 


จะเห็นได้เลยว่า สกินแคร์มีอะไรบ้าง ซึ่ง “สกินแคร์” เป็นเหมือนอีกหนึ่งเรื่องที่เล็ก ๆ แต่เมื่อได้ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ จะทำให้คุณกลับมารักสุขภาพผิวมากขึ้น ถึงแม้ว่าจะเป็นจุดที่ดูแลง่ายก็ตาม แต่ทว่าความบอบบาง รวมทั้งการระคายเคืองที่อาจจะทำให้ผิวของคุณเปลี่ยนไปในทางที่แย่ลงเช่นกัน สำหรับทั้งหมดนี่ก็คือเรื่องราวของ ความหมายของ “สกินแคร์” ที่พวกเราได้รวบรวมมาให้อ่านกันหลายประเภท ซึ่งแต่ละแบบก็ตอบโจทย์สำหรับคนรักสุขภาพทั้งหมด สำหรับในช่วงนี้ทั้งอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย โรคระบาด COVID-19 ยังคงมีผู้ติดเชื้อเรื่อย ๆเช่นเดิม และทั้งหมดนี่ก็คือ เรื่องราวของสกินแคร์ที่พวกเราได้รวบรวมมาพวกเราหวังว่าจะเป็นข้อมูลดี ๆ ให้กับผู้ที่อยากจะหันมาดูแลสุขภาพกันด้วย


อ้างอิงจาก

รู้ไว้ก่อน เลือกใช้ Skincare ให้ตรงกับสภาพผิว – Apex Profound Beauty

มาทางนี้ได้เลยจ้า ใครที่กำลังมองหาสกินแคร์หน้าใส มารู้จัก SKIN CARE กันเถอะ (clivthailand.com)

สกินแคร์ (Skincare) คืออะไร – Thaihealthycare.com