skin

ลดน้ำหนักผิวสวย จริงไหม? ไขข้อสงสัยการลดน้ำหนักส่งผลต่อผิวอย่างไร

December 11, 2023
ลดน้ำหนักผิวสวย จริงไหม? ไขข้อสงสัยการลดน้ำหนักส่งผลต่อผิวอย่างไร

ลดน้ำหนักผิวสวย จริงไหม? วันนี้เราจะพาคุณมาหาคำตอบไปพร้อม ๆ กัน หลายคนอาจจะพอรู้มาบ้างว่าการลดน้ำหนักไม่ว่าจะเลือกทำตามวิธีธรรมชาติหรือการค้นหา ยาลดน้ำหนักตัวไหนดีที่สุด มันก็สามารถนํามาซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญต่อสุขภาพผิวของคุณได้ แต่สำหรับใครที่ยังสงสัยว่ามันส่งผลต่อผิวอย่างไรและช่วยในด้านใดบ้าง ในบทความนี้เราจะพาคุณไปดูผลของการลดน้ำหนักต่อสุขภาพผิว โดยจะพูดถึงทั้งข้อดีและความท้าทายที่มาพร้อมกับมัน ตั้งแต่ศักยภาพในการลดสิวไปจนถึงปัญหาเกี่ยวกับความยืดหยุ่นของผิวหนัง

ลดน้ำหนักผิวสวย ได้อย่างไร? รวมประโยชน์ของการลดน้ำหนักต่อสุขภาพผิว

ประโยชน์ของการลดน้ำหนักต่อสุขภาพผิว

ลดสิวและปรับปรุงสภาพผิวให้ดีขึ้น

การลดน้ำหนักสามารถปรับปรุงสุขภาพผิวได้อย่างมาก โดยหลัก ๆ แล้วจะเป็นการช่วยลดสิว ซึ่งสิ่งนี้เกิดขึ้นโดยเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงด้านอาหารที่มาพร้อมกับความพยายามในการลดน้ำหนัก เนื่องจากอาหารที่มีน้ำตาลและไขมันต่ำ แต่มีผลไม้ ผัก และโปรตีนจากพืชสูง สามารถลดระดับการอักเสบในร่างกายได้ นําไปสู่การเกิดสิวน้อยลง นอกจากนี้ การลดน้ำหนักยังมักนําไปสู่การลดการผลิตน้ำมันในผิว ซึ่งช่วยป้องกันการเกิดสิวเพิ่มเติมอีกด้วย

ยิ่งไปกว่านั้น การดื่มน้ำเพิ่มมากขึ้นยังเป็นส่วนหนึ่งโปรแกรมของการลดน้ำหนักส่วนใหญ่ การดื่มน้ำที่เพียงพอจึงมีความสำคัญอย่างมากสำหรับรักษาสภาวะผิวหนังที่แข็งแรง และช่วยขับถ่ายสารพิษออกจากร่างกาย ซึ่งนําไปสู่ผิวพรรณกระจ่างใสขึ้น นอกจากนี้ การนอนหลับที่เพียงพอเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการซ่อมแซมและการฟื้นฟูผิว ซึ่งมีส่วนช่วยให้ผิวพรรณดูมีสุขภาพดีขึ้น เพื่อทำความเข้าใจสิ่งนี้ให้ดีขึ้น คุณสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บทความ  สกินแคร์คืออะไร

ปรับปรุงโทนสีผิวและพื้นผิว

ปรับปรุงโทนสีผิวและพื้นผิว

การลดน้ำหนักอาจมีผลดีต่อโทนสีผิวและเนื้อสัมผัสของผิวอีกด้วย สาเหตุนั้นเป็นผลจากการไหลเวียนโลหิตที่ดีขึ้นและเพิ่มปริมาณสารอาหารให้กับผิวหนัง เนื่องจากร่างกายมีการตื่นตัวมากขึ้นและการไหลเวียนโลหิตดีขึ้น ผิวจึงได้รับออกซิเจนและสารอาหารมากขึ้น ซึ่งจําเป็นต่อการรักษาเซลล์ผิวที่ให้แข็งแรง

นอกจากการไหลเวียนที่ดีขึ้นแล้ว การรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพยังช่วยให้สุขภาพผิวดีขึ้นอีกด้วย อาหารที่มีวิตามิน แร่ธาตุ และสารต้านอนุมูลอิสระสูงจะช่วยส่งเสริมการซ่อมแซมผิวและปกป้องผิวจากความเสียหายที่เกิดจากสิ่งแวดล้อม เช่น วิตามินซีที่พบในผลไม้และผักจะช่วยกระตุ้นการผลิตคอลลาเจน ทำให้ผิวยืดหยุ่นและคงรูปได้ดีขึ้น ในขณะที่โอเมก้า 3 ที่พบมากในปลาและถั่ว จะช่วยให้ผิวเนียนนุ่มขึ้นและลดการอักเสบ

ป้องกันโรคผิวหนัง

การลดน้ำหนักยังช่วยป้องกันภาวะผิวหนังต่าง ๆ ได้อีกด้วย ภาวะผิวหนัง เช่น สะเก็ดเงิน ผื่นภูมิแพ้ และติ่งเนื้อ มักเกี่ยวข้องกับภาวะอ้วนและการรับประทารอาหารที่ไม่ดี ดังนั้นการลดน้ำหนักและการมีวิถีชีวิตที่ดีขึ้นจะช่วยควบคุมหรือแม้กระทั่งป้องกันภาวะเหล่านี้ได้ การลดไขมันในร่างกายจะช่วยลดความเครียดต่อผิว และปรับปรุงสุขภาพผิวโดยรวม

เห็นได้ว่าการลดน้ำหนักไม่เพียงแต่มีผลดีต่อสุขภาพทางกายเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการปรับปรุงสุขภาพผิวด้วยการลดสิวและช่วยปรับปรุงสภาพผิวที่ดีขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงไม่กี่ข้อดีที่คนเราอาจได้รับจากการลดน้ำหนักเท่านั้น เพราะมันยังช่วยให้คุณมีวิถีชีวิตที่ดีขึ้นด้วยการอาหารที่มีประโยชน์ การดื่มน้ำมากขึ้น และคุณภาพการนอนหลับที่ดีขึ้น


ความท้าทายสำหรับผิว หลังการลดน้ำหนัก

ความท้าทายสำหรับผิวหลังการลดน้ำหนัก

 

การจัดการกับผิวหย่อนคล้อย

หลังการลดน้ำหนัก หนึ่งในความท้าทายหลักคือการจัดการผิวที่หย่อนคล้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณต่าง ๆ เช่น หน้าท้อง แขน และต้นขา เมื่อร่างกายลดขนาดลง ผิวหนังก็อาจไม่ดึงกลับเต็มที่จนทำให้เกิดความหย่อนคล้อย หากต้องการข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมเกี่ยวกับการดูแลผิว คุณสามารถอ่านต่อได้ที่บทความ ส่วนผสมสกินแคร์ที่น่าจับตามอง

การรักษาความยืดหยุ่นของผิว

ความท้าทายอีกอย่างหนึ่งคือการรักษาความยืดหยุ่นของผิว ความยืดหยุ่นของผิวหนังหมายถึงความสามารถของผิวหนังในการคืนรูปทรงเดิมหลังจากถูกยืดออก การลดน้ำหนักอย่างรวดเร็วบางครั้งอาจส่งผลต่อความยืดหยุ่น ส่งผลให้ผิวหนังหย่อนคล้อย เพื่อช่วยปรับปรุงความยืดหยุ่น การผสมผสานอาหารที่อุดมด้วยคอลลาเจนและการคงความชุ่มชื้นไว้จะเป็นประโยชน์ คุณสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับหัวข้อนี้ได้ที่ สารสกัดเรตินอล คืออะไร ?


สรุปแล้ว การลดน้ำหนักไม่เพียงแต่ส่งผลต่อขนาดร่างกายของคุณเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อสุขภาพผิวของคุณด้วย ในด้านบวกสามารถนำไปสู่การลดสิว ผิวดีขึ้น รวมถึงโทนสีผิวและเนื้อสัมผัสที่ดีขึ้น การปรับปรุงนี้มักเกิดจากการเลือกวิถีชีวิตที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น เช่น อาหารที่อุดมด้วยสารอาหาร ปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้น และคุณภาพการนอนหลับที่ดีขึ้น


คําถามที่พบบ่อย

1. การลดน้ำหนักส่งผลต่อสุขภาพผิวอย่างไร?

การลดน้ำหนักสามารถนําไปสู่การลดสิว ปรับปรุงสภาพผิว และปรับปรุงโทนและพื้นผิวได้ แต่อาจทำให้เกิดปัญหาผิวหย่อนยานและลดความยืดหยุ่นของผิว

2. วิธีปฏิบัติที่ดีที่สุดในการดูแลสุขภาพผิวระหว่างการลดน้ำหนักคืออะไร?

การดูแลสุขภาพผิวระหว่างการลดน้ำหนักควรดื่มน้ำให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่ครบถ้วน มีประโยชน์ และมีกระบวนการดูแลผิวหน้าอย่างสม่ำเสมอ

3. การลดน้ำหนักสามารถก่อให้เกิดปัญหาผิวได้หรือไม่?

แม้ว่าการลดน้ำหนักจะช่วยปรับปรุงสภาพผิวบางอย่างได้ แต่การลดน้ำหนักอย่างรวดเร็วหรือมากเกินไปในระยะเวลาสั้น ๆ อาจนําไปสู่ปัญหาความยืดหยุ่นและผิวหย่อนคล้อย

4. สามารถทำให้ผิวหย่อนคล้อยหลังจากลดน้ำหนักแล้วกระชับให้แน่นขึ้นได้หรือไม่?

วิธีธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตสามารถช่วยปรับปรุงความกระชับของผิวได้ระดับหนึ่ง สำหรับกรณีที่ลดน้ำหนักมาก อาจต้องใช้การรักษาทางการแพทย์เพื่อแก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อย

อ้างอิง :

skin

ขั้นตอนการบำรุงผิวหน้า ก้าวที่สำคัญสู่ผิวใสไร้ที่ติ

December 10, 2023
ขั้นตอนการบำรุงผิวหน้า ก้าวที่สำคัญสู่ผิวใสไร้ที่ติ

ขั้นตอนการบำรุงผิวหน้า หลายคนอาจจะรู้สึกว่าเป็นเหมือนปริศนาที่สลับซับซ้อน เนื่องจากมีผลิตภัณฑ์ให้เลือกมากมาย ด้วยเหตุนี้การรู้วิธีการลงผลิตภัณฑ์เหล่านั้นให้ได้ประสิทธิภาพจึงเป็นเรื่องยาก ในบทความนี้จึงมีเป้าหมายเพื่ออธิบายกระบวนการบํารุงผิว เพื่อให้คุณสามารถทำความเข้าใจหลักการพื้นฐานแต่ละขั้นตอนได้

ทำความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับการบํารุงผิว

ทำความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับการบํารุงผิว

การบํารุงผิวคืออะไร?

การบํารุงผิว หมายถึง แนวทางการปฏิบัติต่าง ๆ ที่ช่วยสนับสนุนสภาพผิวให้ดียิ่งขึ้นโดยช่วยปรับปรุงลักษณะของสภาพผิวและรักษาปัญหาของผิวหน้า ซึ่งรวมถึง การทำความสะอาด การบํารุงความชุ่มชื้น และการปกป้องผิวจากปัจจัยภายนอกต่าง ๆ การบํารุงผิวจะมีการปรับเปลี่ยนแนวทางต่าง ๆ เพื่อให้เข้ากับความต้องการ สภาพผิว และปัญหาผิวของแต่ละบุคคล ซึ่งการบํารุงผิวนั้นไม่ใช่แค่การใช้ผลิตภัณฑ์ แต่ยังหมายรวมถึงการเข้าใจความต้องการของผิว แล้วตอบสนองต่อความต้องการนั้นให้เหมาะสม เพื่อความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น คุณสามารถอ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่ สกินแคร์ คืออะไร?

ศาสตร์แห่งการดูแลผิว

ผิวหนังเป็นอวัยวะซึ่งทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม เช่น มลภาวะ รังสียูวี และแบคทีเรีย โดยผิวหนังจะประกอบด้วย 3 ชั้น ได้แก่ ชั้นหนังกำพร้า (ชั้นนอก) ชั้นหนังแท้ (ชั้นกลาง) และชั้นไขมันใต้ผิวหนัง (ชั้นในสุด) โดยแต่ละชั้นมีหน้าที่เฉพาะ เช่น การปกป้องจากเชื้อโรค หรือการเก็บน้ำและไขมัน ดังนั้นการทำความเข้าใจในแต่ละชั้นจึงมีความสำคัญอย่างมากต่อการเลือกผลิตภัณฑ์บํารุงผิวที่เหมาะสม

ประเภทของผิวที่แตกต่างกัน

ประเภทของผิวสามารถแบ่งออกได้กว้าง ๆ คือ ผิวปกติ ผิวแห้ง ผิวมัน ผิวผสม และผิวแพ้ง่าย โดยแต่ละประเภทมีลักษณะเฉพาะและความต้องการการดูแลที่แตกต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น ผิวมันควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่เบา ไม่อุดตันรูขุมขน ในขณะที่ผิวแห้งอาจต้องการผลิตภัณฑ์ที่หนักและบํารุงความชุ่มชื้นมากกว่า

ความสำคัญของการบํารุงผิวเป็นประจำ

ความสำคัญของการบํารุงผิวเป็นประจำ

กิจวัตรการดูแลผิวอย่างสม่ำเสมอช่วยรักษาสุขภาพและความมีชีวิตชีวาของผิว และยังช่วยป้องกันปัญหาผิวต่าง ๆ ชะลอกระบวนการชราตามธรรมชาติ และช่วยให้ผิวกระจ่างใส สิ่งสำคัญอยู่ที่ความสม่ำเสมอและการใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับสภาพผิวและปัญหาของแต่ละบุคคล

การระบุและแก้ไขปัญหาผิวหน้า

ปัญหาผิวหน้าทั่วไป เช่น สิว ฝ้า ริ้วรอย และผิวแพ้ง่ายแต่ละปัญหาต้องการผลิตภัณฑ์และส่วนผสมเฉพาะ ยกตัวอย่าง เช่น ผิวที่เป็นสิวอาจได้ประโยชน์จากกรดซาลิไซลิกหรือเบนโซลเปอร์ออกไซด์ ในขณะที่ผิวที่มีอายุมากขึ้น อาจต้องการผลิตภัณฑ์ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระและรีทินอล

ความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับการบํารุงผิว

สิ่งสำคัญคือการแยกแยะระหว่างข้อเท็จจริงและความเชื่อ ยกตัวอย่างเช่น ไม่ใช่ส่วนผสมธรรมชาติทั้งหมด สิ่งสำคัญคือการแยกแยะระหว่างข้อเท็จจริงและความเชื่อในผลิตภัณฑ์ดูแลผิว ตัวอย่างเช่น ส่วนผสมจากธรรมชาติบางชนิดไม่ปลอดภัยสำหรับผิว และสารเคมีบางชนิดก็ไม่เป็นอันตราย ควรใช้การวิจัยและข้อมูลที่มีหลักฐานเป็นพื้นฐานในการตัดสินใจเลือกผลิตภัณฑ์และวิธีการบํารุงผิว

ด้วยการทำความเข้าใจพื้นฐานของผลิตภัณฑ์ดูแลผิวเหล่านี้ แต่ละบุคคลจึงสามารถตัดสินใจโดยใช้ข้อมูลรอบด้านเกี่ยวกับกิจวัตรการดูแลผิวและผลิตภัณฑ์ของตนเอง ซึ่งนำไปสู่ผิวที่มีสุขภาพดีและกระจ่างใสยิ่งขึ้น


ขั้นตอนการบำรุงผิวหน้า เทคนิคสำหรับผิวสุขภาพดี

ขั้นตอนการบำรุงผิวหน้า เทคนิคสำหรับผิวสุขภาพดี

1. การทำความสะอาด : ขั้นตอนแรกในการดูแลผิวคือการทำความสะอาด เพื่อขจัดสิ่งสกปรก ความมัน และเครื่องสำอาง เพื่อเตรียมผิวให้ดูดซับผลิตภัณฑ์อื่นๆ

2. การใช้โทเนอร์ : การปรับสีช่วยรักษาระดับ pH ของผิวให้สมดุล และช่วยขจัดสิ่งตกค้างที่เหลืออยู่หลังการทำความสะอาด

3. เซรั่มและทรีทเมนท์ : เซรั่มเป็นสารละลายเข้มข้นที่มุ่งเป้าไปที่ปัญหาผิวเฉพาะอย่าง ยกตัวอย่างเช่น ส่วนผสมรีทินอลที่เป็นที่นิยม ซึ่งมีชื่อเสียงในด้านคุณสมบัติในการต่อต้านวัย ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่บทความ เรตินอล คืออะไร ?

4. มอยเจอร์ไรเซอร์ : มอยเจอร์ไรเซอร์ให้ความชุ่มชื้นและล็อคคุณประโยชน์ของชั้นก่อนหน้าเอาไว้

5. การป้องกันแสงแดด : สุดท้าย ให้ทาครีมกันแดดในวงกว้างเพื่อปกป้องผิวจากการทำลายของรังสียูวี


ดูแลผิวด้วยผลิตภัณฑ์ที่เหนือกว่า

ดูแลผิวด้วยผลิตภัณฑ์ที่เหนือกว่า

ครีมบํารุงดวงตา : ครีมบํารุงดวงตาได้รับการออกแบบมาเพื่อผิวบอบบางบริเวณดวงตา ช่วยแก้ปัญหาเช่น หน้าดำใต้ตาหรือถุงใต้ตาได้

นวัตกรรมส่วนผสมใหม่ : ติดตามข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ดูแลผิว ได้ที่บทความเรื่อง ส่วนผสมสกินแคร์ที่น่าจับตามองในปัจจุบัน

ทรีตเมนต์กลางคืน : เวลากลางคืนเป็นเวลาที่ผิวซ่อมแซมตัวเอง การใช้การรักษาเฉพาะที่เช่น รีทินอลสามารถปรับปรุงกระบวนการนี้ได้


สรุปได้ว่า การปฏิบัติตามขั้นตอนบํารุงผิวอย่างถูกต้อง จะช่วยส่งเสริมสุขภาพและรูปลักษณ์ของผิวให้ดียิ่งขึ้นได้เป็นอย่างมาก ซึ่งขั้นตอนสำคัญ ได้แก่ การทำความสะอาดผิว การทาเซรั่ม มอยเจอร์ไรเซอร์ และการป้องกันแสงแดด และยังมีการผสมผสานการรักษาขั้นสูง เช่น ครีมบำรุงรอบดวงตาและการรักษาตอนกลางคืนจะมีประโยชน์ต่อผิวมากยิ่งขึ้น การทำความเข้าใจในหลักการเบื้องหลังขั้นตอนเหล่านี้จะช่วยในการเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมและใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ


คําถามที่พบบ่อย

1. ควรจัดเรียงลำดับผลิตภัณฑ์บํารุงผิวอย่างไร?

เริ่มจากการทำความสะอาด ตามด้วยโทนเนอร์ เซรั่ม การบํารุงความชุ่มชื้น และการป้องกันแสงแดด

2. สามารถใช้รีทินอลทุกวันได้ไหม?

รีทินอลอาจมีฤทธิ์แรง ดังนั้นแนะนําให้เริ่มใช้ช้า ๆ เช่น 2-3 วันต่อสัปดาห์ แล้วค่อย ๆ เพิ่มขึ้น

3. ทำไมการใช้ครีมกันแดดจึงสำคัญในการบํารุงผิว?

ครีมกันแดดช่วยปกป้องผิวจากรังสี UV ซึ่งเป็นตัวการที่สามารถทำให้ผิวแก่ก่อนวัยและเพิ่มความเสี่ยง

4. ประโยชน์ของการใช้ครีมบํารุงดวงตาคืออะไร?

ครีมบํารุงดวงตามีสูตรที่เหมาะสมกับผิวบอบบางบริเวณดวงตา ช่วยแก้ปัญหาเฉพาะ เช่น ถุงน้ำหรือรอยดำบริเวณดวงตา

อ้างอิง :

skin

5 ส่วนผสมสกินแคร์ ที่น่าจับตามองในวงการผิวสวย

December 10, 2023
5 ส่วนผสมสกินแคร์ ที่น่าจับตามองในวงการผิวสวย

ส่วนผสมสกินแคร์ เป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์บํารุงผิวที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และมีการค้นพบส่วนผสมใหม่ ๆ เพื่อให้ผิวสวยงาม สุขภาพดีขึ้น ในบทความนี้ เราจะพาคุณมาดู 5 ส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่กําลังเป็นที่สนใจในอุตสาหกรรมความงาม ตั้งแต่ประโยชน์ที่โดดเด่นจนถึงวิธีการทำงานของมัน ซึ่งจะครอบคลุมทุกอย่างที่คุณต้องรู้

ส่วนผสมสกินแคร์ เพื่อผิวสวย : 5 สารสำคัญที่ควรรู้

1. Bakuchiol

Bakuchiol ส่วนผสมสกินแคร์

ทางเลือกธรรมชาติสำหรับเรทินอล

สารสกัด Bakuchiol ที่สกัดจากต้น Psoralea corylifolia กําลังเป็นทางเลือกที่อ่อนโยนกว่า เรตินอล ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งผู้ที่มีผิวไวต่อการระคายเคืองจากผลิตภัณฑ์เรตินอลแบบดั้งเดิม

บาคูชิออล ทำงานอย่างไร?

บาคุชิลทำงานคล้ายกับเรตินอลโดยกระตุ้นการหมุนเวียนของเซลล์ผิว ช่วยลดริ้วรอย ริ้วรอย และสีผิวที่ไม่สม่ำเสมอ แต่จะทำให้เกิดการระคายเคืองและลอกน้อยกว่า ดังนั้น จึงเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่มีผิวแพ้ง่ายหรือผิผู้ที่มีผิวไวต่อการระคายเคือง

ผลิตภัณฑ์ที่มีบาคูชิออล

แบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหลายแบรนด์กําลังนําบาคูชิออลมาใส่ในสูตรต่าง ๆ ตั้งแต่เซรั่มและครีมไปจนถึงน้ำมัน ซึ่งให้ประโยชน์คล้ายเรตินอลโดยไม่มีผลข้างเคียงที่รุนแรง ผลิตภัณฑ์เหล่านี้เป็นที่นิยมโดยเฉพาะในผลิตภัณฑ์ต้านริ้วรอยและผลิตภัณฑ์เพื่อผิวขาวกระจ่างใส


2. Polyhydroxy Acids (PHAs)

ส่วนผสมสกินแคร์ PHA

ผลิตภัณฑ์ขัดผิวอย่างอ่อนโยนสำหรับผิวแพ้ง่าย

PHAs เป็นกลุ่มกรดเอ็กซ์โฟลิเอตชนิดใหม่ คล้ายกับ Alpha-Hydroxy Acids (AHAs) และ Beta-Hydroxy Acids (BHAs) แต่อ่อนโยนต่อผิวมากกว่า จึงเหมาะสำหรับผิวแพ้ง่าย ผิวแห้ง หรือผิวที่มีปัญหาผื่นภูมิแพ้

ประโยชน์ของ PHAs

PHAs จะช่วยขัดผิวที่ตายแล้วบนพื้นผิว ทำให้ผิวเรียบเนียนขึ้นและสีผิวสม่ําเสมอขึ้น นอกจากนี้ PHAs ยังมีขนาดโมเลกุลใหญ่กว่า AHAs และ BHAs ทำให้ซึมลงผิวช้ากว่าและไม่ระคายเคืองเหมือนกรดชนิดอื่น ที่สำคัญ PHAs ยังช่วยให้ผิวกักเก็บความชุ่มชื้น ทำให้ผิวชุ่มชื้นขึ้นด้วย

ผลิตภัณฑ์ที่มี PHAs

ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่มี PHA กำลังได้รับความนิยมมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้ที่มองหาทางเลือกที่อ่อนโยนแทนการขัดผิวแบบดั้งเดิม คุณสามารถพบได้ในผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภท เช่น โทนเนอร์ ผลิตภัณฑ์ล้างหน้า เซรั่ม และครีมบํารุงผิว ผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการขัดผิวและให้ความชุ่มชื้นในแต่ละวัน โดยไม่เสี่ยงต่อการขัดผิวมากเกินไป


3. Niacinamide

Niacinamide ส่วนผสมสกินแคร์

วิตามินหลากหลายประโยชน์เพื่อสุขภาพผิว

ไนอาซินาไมด์หรือวิตามินบี 3 เป็นส่วนประกอบบํารุงผิวที่หลากหลายประโยชน์ ช่วยแก้ไขปัญหาผิวหลายอย่าง

ความหลากหลายของไนอาซินาไมด์

ไนอาซินาไมด์มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ช่วยลดการระคายเคืองและสิวได้ ยังช่วยลดขนาดรูขุมขนและควบคุมการหลั่งน้ำมันส่วนเกินของผิว พร้อมปกป้องผิวจากมลภาวะภายนอก นอกจากนี้ไนอาซินาไมด์ยังช่วยปรับปรุงพื้นผิวและเสริมสร้างการทำงานของเกราะป้องกันผิวอีกด้วย

ผลิตภัณฑ์บํารุงผิวที่มีไนอาซินาไมด์

เนื่องจากคุณประโยชน์มากมาย ไนอาซินาไมด์จึงพบได้ในผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหลายชนิด รวมถึงเซรั่ม มอยเจอร์ไรเซอร์ และครีมกันแดด เหมาะสมกับผิวทุกประเภท สามารถนําไปใช้ในการบํารุงผิวประจำวันได้ง่าย


4. Cannabidiol (CBD)

Cannabidiol (CBD)

ส่วนประกอบช่วยปลอบประโลมและรักษาผิว

CBD เป็นสารประกอบที่ได้มาจากต้นกัญชาที่ได้รับความนิยมในผลิตภัณฑ์บํารุงผิว เนื่องจากมีฤทธิ์ต้านอักเสบและต้านอนุมูลอิสระ

Cannabidiol มีประโยชน์ต่อผิวอย่างไร?

CBD ช่วยลดการระคายเคืองผิว ลดการอักเสบ จัดการปัญหาผิว เช่น สิว ผื่นภูมิแพ้ และสะเก็ดเงินได้ นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยต่อต้านความเสื่อม ความหมองคล้ำของผิว

CBD ในผลิตภัณฑ์บํารุงผิว

ปัจจุบัน CBD มีการนํามาใช้ในผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหลากหลายชนิด เช่น ครีม เซรั่ม และบาล์ม เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดการระคายเคืองผิว หรือต้องการเพิ่มฤทธิ์ต้านความเสื่อมให้กับผิว


5. Peptides

Peptides

องค์ประกอบสำคัญให้ผิวดูเยาว์

เพปไทด์เป็นโซ่อะมิโนแอซิดสั้น ๆ ที่มีบทบาทสำคัญในการรักษาสุขภาพและความงามของผิว

บทบาทของเพปไทด์ในผลิตภัณฑ์บํารุงผิว

เพปไทด์ในผลิตภัณฑ์จะช่วยกระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนซึ่งจำเป็นต่อการรักษาความยืดหยุ่นและความตึงตัวของผิว ยังช่วยซ่อมแซมผิวให้ดูอ่อนเยาว์ จึงมักพบในผลิตภัณฑ์ต้านความเสื่อมของผิว

ผลิตภัณฑ์ที่มีเพปไทด์

เพปไทด์มักพบในเซรั่ม ครีมบํารุงผิวและครีมบํารุงดวงตา สามารถใช้ร่วมกับส่วนประกอบอื่นได้ดี เหมาะสำหรับผิวทุกประเภท โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการลดริ้วรอยและอาการความเสื่อมของผิว


สรุปได้ว่า ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวมีการพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมกับนวัตกรรมส่วนประกอบใหม่ ๆ เพื่อปรับปรุงสุขภาพและความงามของผิว บทความนี้ได้กล่าวถึง 5 ส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่ปฏิวัติวงการ คือ Bakuchiol ซึ่งเป็นสารสกัดจากธรรมชาติที่เป็นทางเลือกที่อ่อนโยนกว่าเรทินอลและเหมาะสำหรับผิวแพ้ง่าย รวมถึง PHAs ที่ให้ความอ่อนโยนและทำให้ผิวชุ่มชื้นผิว

รวมถึงยังมี Niacinamide วิตามินบํารุงผิวมากประโยชน์สำหรับผิวทุกประเภท และแคนนาบิดิออลที่ช่วยลดอาการระคายเคืองและรักษาสภาพผิว ส่วนท้ายคือ Peptides ที่กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและชะลอความเสื่อมของผิว แต่ละส่วนประกอบต่างมีประโยชน์เฉพาะตัวในโลกของ สกินแคร์บำรุงผิว จึงน่าจับตามองอย่างยิ่งในแวดวงผลิตภัณฑ์ดูแลผิว


คําถามที่พบบ่อย

1. บาคูชิออลมีข้อดีเหนือเรทินอลอย่างไร?

บาคูชิออลให้ผลลัพธ์คล้ายกับเรทินอล แต่อ่อนโยนและเหมาะกับผิวไวมากกว่า

2. PHA เหมาะสำหรับผิวทุกประเภทหรือไม่?

เหมาะโดยเฉพาะผิวแห้งและผิวแพ้ง่าย เพราะมีคุณสมบัติในการขัดผิวอย่างอ่อนโยนและให้ความชุ่มชื้น

3. ไนอาซินาไมด์ช่วยปรับปรุงสุขภาพผิวได้อย่างไร?

ลดการอักเสบ ลดขนาดรูขุมขน ควบคุมความมัน และปกป้องจากมลภาวะ ทำให้เหมาะสำหรับผิวหลายประเภท

4. CBD ช่วยรักษาสิวได้หรือไม่?

ได้ เนื่องจาก CBD มีฤทธิ์ต้านการอักเสบช่วยรักษาสิวและโรคผิวหลายชนิดได้

5. เพปไทด์มีบทบาทในผลิตภัณฑ์บํารุงผิวอย่างไร?

ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ทำให้ผิวตึงกระชับ ยืดหยุ่น และชุ่มชื้น ช่วยชะลอความเสื่อมของผิว

อ้างอิง :

skin

ขั้นตอนการดูแลผิวหน้า เพื่อสุขภาพผิวที่ดี มีอะไรบ้าง

April 25, 2023
ขั้นตอนการดูแลผิวหน้า

การดูแลผิวหน้าเป็นเรื่องสำคัญมากเพราะหากดูแลไม่ถูกวิธีก็อาจเป็นปัญหาได้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาผิวคล้ำเสีย ผิวแห้งกร้าน สิว ซึ่งสภาพผิวของใบหน้าจะส่งผลกับภาพลักษณ์ของเราต่อสายตาผู้อื่น หากมีการดูแลที่ดีด้วยวิธีการที่ถูกต้อง หน้าของเราก็จะเปล่งปลั่ง ไร้ปัญหาใด ๆ ที่ทำให้เกิดความมัวหมอง แน่นอนว่าในการดูแลใบหน้านั้นต้องทำตาม ขั้นตอนการดูแลผิวหน้า โดยจะมาพูดถึงในบทความนี้ถึงขั้นตอนที่ทำให้หน้าของเราดูดีและเด็กลงว่ามีอะไรบ้าง


ขั้นตอนการดูแลผิวหน้า ให้ผิวสวย สุขภาพดี ต้องทำอย่างไรบ้าง

ขั้นตอนการดูแลผิวหน้า

ใบหน้าเป็นส่วนสำคัญของร่างกายที่ควรใส่ใจเป็นอย่างยิ่ง นอกจากจะมีผลกับภาพลักษณ์ภายนอกแล้วยังมีผลกับสุขภาพร่างกายของตนเองด้วย ยิ่งผิวคล้ำเสียง่ายและเป็นสิวบ่อย นั่นบ่งบอกได้ถึงสุขภาพร่างกายของคนคนนั้นที่เริ่มแย่ลง เนื่องด้วยความวิตกกังวลเกี่ยวกับใบหน้าของตนเองจนทำให้เครียด แล้วความเครียดนี้ก็มีผลกับสุขภาพกายและสุขภาพจิตนั่นเอง ฉะนั้น ทุกคนจึงควรใส่ใจผิวหน้าของตนเองให้อยู่ในสภาพที่ดีเสมอและป้องกันปัญหาต่าง ๆ ที่อาจทำให้ผิวเสียง่าย หากต้องการดูแลสุขภาพใบหน้าของตนเองให้กลับมาสดใสเปล่งปลั่ง จะมีขั้นตอนการดูแลผิวหน้า ที่สามารถทำตามได้ไม่ยาก ดังนี้

  1. ดูแลเรื่องความสะอาดบริเวณผิวหน้า : การทำให้ผิวหน้าสะอาดนั้นมีความสำคัญอย่างมาก ก่อนจะล้างหน้าทุกครั้งให้เช็ดเครื่องสำอางโดยใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับผิวหน้าของตนเอง หลังจากเช็ดหน้าเรียบร้อยแล้วก็ต่อด้วยการล้างหน้าโดยจะใช้สบู่หรือโฟมล้างหน้าที่เหมาะกับสภาพผิว เมื่อล้างเสร็จก็ใช้โทนเนอร์เช็ดเพื่อกระชับรูขุมขน แนะนำให้ใช้โทนเนอร์ปราศจากแอลกอฮอล์ ถ้ามีแอลกอฮอล์ผสมอยู่จะส่งผลให้ผิวแห้งมากเกินไป 
  1. ผลัดเซลล์ผิว : เป็นการกำจัดผิวเก่าอันเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้เกิดความหมองคล้ำบนใบหน้า ถ้าเซลล์ผิวเก่าหลุดออกช้าหรือไม่ออกจากหน้าก็จะเกิดการสะสมจนทำให้ผิวเสื่อมสภาพ ไม่เพียงเท่าแค่ผิวที่หมองคล้ำ ยังทำให้สภาพผิวมีความหยาบกร้านด้วย ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ครีมบำรุงดูดซึมเข้าสู่ผิวในปริมาณที่ลดลง ฉะนั้น จึงควรขยันสครับหน้าอยู่เป็นประจำ เพื่อการกระตุ้นให้ผลัดเซลล์ผิว แล้วได้ผิวใหม่มาแทน ส่งผลให้หน้ากระจ่างใสยิ่งกว่าเดิม
  1. ทาครีมบำรุงหรือใช้ไอน้ำมาประคบผิวหน้า : การใช้ไอน้ำประคบผิวหน้า มีวิธีง่าย ๆ เลยก็คือ เอาผ้ามาชุดน้ำอุ่นพอหมาด ๆ แล้วเอามาประคบผิว เป็นการทำให้รูขุมขนเปิดออกมา แล้วกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตบนหน้า เมื่อประคบหน้าเรียบร้อยแล้วก็ใช้ครีมบำรุงทาลงไป ด้วยความที่รูขุมขนเปิดจึงทำให้ครีมบำรุงสามารถซึมไปยังชั้นที่ลึกสุดได้ หากคนไหนหน้ามัน ควรหลีกเลี่ยงครีมที่มีน้ำมันผสมอยู่ ถ้าใช้ก็ส่งผลให้หน้ามันขึ้นเพราะน้ำมันที่สะสมในรูขุมขน คุณสามารถนวดหน้าเบา ๆ ขณะทาครีมเพราะเป็นการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของครีมได้ดีขึ้น
  1. ทาครีมกันแดด : การทาครีมกันแดดถือว่าเป็นขั้นตอนสำคัญ ในชีวิตประจำวันจำเป็นต้องเจอกับแดดอยู่เสมอ รวมถึงแสงที่มาจากโทรศัพท์และคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นแสงจากอะไรก็ตามล้วนมีผลกับผิวหน้า การทาครีมกันแดดในทุก ๆ วันจะช่วยป้องกันไม่ให้ผิวได้รับอันตรายจากแสงที่ทำให้เกิดริ้วรอย กระ ฝ้า
  1. ออกกำลังกายเป็นประจำ : การออกกำลังกายจะช่วยให้เลือดสูบฉีดเพื่อเลี่ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ส่งผลให้ผิวเปล่งปลั่ง คลายความเครียด สดชื่น
  1. ดื่มน้ำที่สะอาดปลอดภัย : หากดื่มน้ำสะอาดทุกวันในปริมาณเพียงพอกับร่างกาย ส่งผลให้สภาพผิวดียิ่งขึ้นและร่างกายสมดุล โดยเฉลี่ยแล้วควรดื่มน้ำวันละ 6-8 แก้ว
  1. นอนให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย : ระยะเวลาที่ควรนอนให้เพียงพอต่อหนึ่งวันเฉลี่ยแล้วจะอยู่ที่ประมาณ 6-8 ชั่วโมง ช่วงเวลาที่ร่างกายหลั่งโกรทฮอร์โมนทำงานจะเหมาะกับการนอนอย่างมาก ฮอร์โมนนี้ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอและเสริมสร้างกระดูดให้แข็งแรง เรียกอีกอย่างหนึ่งคือ ฮอร์โมนหนุ่มสาว โดยจะหลั่งในช่วง 4 ทุ่มถึงตี 5 ช่วงที่หลั่งดีสุดก็คือเที่ยงคืนถึงตี 1 อันเป็นเวลาที่เราหลับลึกมาก ฉะนั้น ควรนอนก่อนเวลาตี 1 ให้โกรทฮอร์โมนในร่างกายได้หลั่งเต็มที่ การนอนในเวลาที่เหมาะสมในปริมาณเพียงพอจะส่งผลให้มีผิวพรรณเปล่งปลั่ง ใบหน้าสดชื่น กระจ่างใส มีออร่า และดูเด็กลง

วิธีการป้องกันและแก้ไขปัญหาผิวหน้า มีอะไรบ้าง

ขั้นตอนการดูแลผิวหน้า

ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าใบหน้าเป็นส่วนที่ผู้หญิงจำนวนมากให้ความสำคัญมากสุด บางคนอยากมีใบหน้าสวยงาม อันที่จริงแล้ว แต่ละคนมีปัญหาผิวที่ไม่เหมือนกัน ทั้งเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ ก็ชวนให้ปวดหัวอยู่เสมอ ส่วนใหญ่แล้วปัญหาผิวที่เจอมาจากหลายปัจจัย หลัก ๆ แล้วมี 5 ปัญหาที่รบกวนใจสาวไทย สามารถกล่าวได้ดังนี้

  • ผิวแห้งกร้าน : แก้ไขโดยการเพิ่มความชุ่มชื้นและคืนสมดุลให้ผิว คนผิวแห้งต้องใช้ผลิตภัณฑ์ให้ความชุ่มชื้นมาบำรุงผิวอยู่เสมอ ไม่ใช้น้ำอุ่นล้างหน้า ดื่มน้ำเป็นประจำ และไม่อยู่ห้องแอร์นาน นอกจากนี้ยังต้องหาตัวช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นพกติดตัวระหว่างวัน
  • ผิวหมองคล้ำ : แก้ไขด้วยการดูแลและบำรุงผิวอยู่เสมอ ไม่อยู่ในสถานที่ที่มีมลภาวะ ล้างหน้าให้สะอาดทุกครั้งและใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงที่มีไวท์เทนนิ่งเป็นส่วนผสม และทาครีมกันแดดเป็นประจำด้วย
  • ผิวแพ้ง่าย : แก้ไขโดยการเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตและใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่เหมาะกับสภาพผิวของคนนั้น ๆ ซึ่งเน้นไปที่สูตรอ่อนโยน เพื่อให้ผิวระคายเคืองน้อยที่สุด
  • กระฝ้า : แก้ด้วยการไม่อยู่ในที่ที่แดดจ้า ทาครีมกันแดดทุกครั้งก่อนออกจากบ้าน รวมถึงใช้ผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิวที่ช่วยในเรื่องของกระฝ้า
  • สิว : วิธีแก้คือการนำผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนช่วยในการลดริ้วรอยและการอักเสบของสิว ล้างหน้าด้วยโฟมสูตรอ่อนโยน ไม่แกะหรือบีบสิว ไม่กินของมัน ของทอด ดื่มน้ำและพักผ่อนให้เพียงพอ

การดูแลผิวหน้าตามช่วงวัย ควรดูแลอย่างไร

ขั้นตอนการดูแลผิวหน้า

ผิวหน้าในแต่ละช่วงวัยนั้นจะมีความแตกต่างกันซึ่งแน่นอนว่าวิธีดูแลก็ย่อมไม่เหมือนกันด้วย มีตั้งแต่วัยทารก วัยเด็ก วัยรุ่น วัย 20 ปลาย วัย 30 วัย 40-50 ปลาย และวัย 60-70 ซึ่งสามารถกล่าวถึงวิธีดูแลผิวของแต่ละวัยได้ดังนี้

  • วัยทารก : ผิวของเด็กวัยนี้จะมีความบางยิ่งกว่าวัยอื่น ๆ และแห้งง่ายกว่า ดังนั้นจึงดูแลให้อุณหภูมิรอบข้างเหมาะกับผิววัยทารก
  • วัยเด็ก : การดูแลผิววัยนี้ต้องใช้ผลิตภัณฑ์ที่สามารถฟื้นฟูความชุ่มชื้นของผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ อ่อนโยน ไม่ใส่สาร ปราศจากน้ำหอม และปลอดภัยต่อผิวเด็กที่บอบบาง
  • วัยรุ่น : เป็นวัยที่ฮอร์โมนมีการเปลี่ยนแปลงและมีผลต่อผิวอย่างมาก วิธีดูแลคือการใช้ผลิตภัณฑ์สลายสิ่งอุดตันบริเวณรูขุมขนและควบคุมความมัน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสิวได้
  • วัย 20 ปลาย : เป็นวัยที่ต้องบำรุงมากเพราะเริ่มปรากฏริ้วรอย ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่ลดริ้วรอยและเพิ่มความชุ่มชื่นให้หน้ากลับมาเด้งได้เหมือนเดิม รวมถึงกระชับรูขุมขนให้ดียิ่งขึ้น
  • วัย 30 : สภาพผิวหน้าในช่วงนี้จะเริ่มอ่อนแอ การดูแลผิวที่ดีต้องใช้ผลิตภัณฑ์ที่กระชับหน้าให้เรียบเนียน ชุ่มชื้น
  • วัย 40-50 ปลาย : ผิวหน้าของคนวัยนี้จะค่อย ๆ เปลี่ยนไป โดยจะมีผิวที่แห้งและกร้าน สูญเสียความยืดหยุ่นแข็งแรง หมองคล้ำและอาจเห็นเส้นเลือดฝอย ดังนั้นจึงควรใช้ผลิตภัณฑ์ลดริ้วรอย เพิ่มความชุ่มชื้น กระชับใบหน้า
  • วัย 60-70 : ช่วงวัยนี้จะมีผิวที่ขาดน้ำ แห้ง มีริ้วรอยมากกว่าเดิม ผิวบาง จึงควรดูแลด้วยการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ลดริ้วรอย เพิ่มความแข็งแรงให้ผิว และต้องเป็นสูตรอ่อนโยน

จากบทความนี้จะเป็นการกล่าวถึงขั้นตอนการดูแลผิวหน้าและการดูแลตามสภาพผิว รวมถึงการดูแลผิวตามแต่ละช่วงวัย ซึ่งถือได้ว่ามีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับสาว ๆ ทุกคนที่ต้องการเสริมความแข็งแรงชุ่มชื้นให้ผิวหน้า เพื่อให้ใบหน้ากระชับ กระจ่างใส ไร้ริ้วรอยและลดปัญหาเรื่องฝ้า กระ สิว อีกทั้งยังทำให้ผิวในแต่ละช่วงวัยอ่อนแอลงตามอายุ ทำให้สภาพผิวดูเด็กลง


อ้างอิง

skin

ลดริ้วรอยใต้ตา ด้วยการเติมเต็มคอลลาเจนให้กับผิว

April 5, 2023
ลดริ้วรอยใต้ตา

ประโยชน์ของคอลลาเจนนั้นจะค่อนข้างโดดเด่นไปในเรื่องของการบำรุงผิว เมื่อรับประทานสารสกัดชนิดนี้เป็นประจำจะทำให้ผิวสุขภาพดี เพราะด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่เข้ามาทำหน้าที่ทำให้ผิวดูอ่อนกว่าวัย แน่นอนเลยว่ามีการรีวิวหลังการรับประทานมีให้เห็นอยู่มากกมายว่าจากคนที่เคยผิวเสีย ผิวแห้ง ผิวคล้ำ เมื่อกินเข้าไปแล้วมีจะมีสุขภาพผิวที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ที่คอลลาเจนนั้นเป็นอาหารเสริมที่ถูกต้องตามกฎหมาย ได้รับมาตรฐานการผลิตอีกด้วย ด้วยคุณสมบัติที่โดดเด่นนี้ทำให้ใครที่มีปัญหาเรื่อง “ริ้วรอยใต้ตา” ก็สามารถรักษาด้วยการเติมคอลลาเจนให้กับผิวนั่นเอง แน่นอนเลยว่าในบทความนี้พวกเรายังได้รวบรวมข้อมูลความรู้เกี่ยวกับเรื่องการเกิดขึ้นของรอยใต้ตา รวมไปถึงคุณสมบัติของคอลลาเจนที่จะเข้ามาช่วยดูแลในปัญหานี้ อีกทั้งการเลือกรับประทานคอลลาเจนที่จะส่งผลโดยตรงต่อการรักษาให้ตรงจุดอย่างการ ลดริ้วรอยใต้ตา นั่นเอง  สำหรับใครที่กำลังหนักใจกับเรื่องนี้ไม่ควรพลาด


ริ้วรอยใต้ตาเกิดจากอะไร?

ลดริ้วรอยใต้ตา

อีกหนึ่งปัญหาผิวที่สร้างความลำบากใจให้กับคุณผู้หญิงเป็นอย่างมากนั่นก็คือ เรื่อง “ริ้วรอยใต้ตา” ที่มักจะมาพร้อมกับสัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณเองเข้าใกล้วัยที่คอลลาเจนผลิตน้อยลงไปแล้วนั่นเอง แน่นอนเลยว่าผลข้างเคียงอื่น ๆ ที่ตามมาเพิ่มไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องผิวแห้งกร้าน หรือ มีความหย่อนคล้อย พบร่องลึกบนใบหน้า สำหรับวันนี้พวกเราจึงได้รวบรวมสาเหตุในการเกิดริ้วรอยใต้ตามาพูดถึงกันกับ 4 สาเหตุสำคัญดังนี้ 


1.สูญเสียคอลลาเจน และ อิลาสติน 

สาเหตุแรกเลยที่ทำให้เกิดริ้วรอยใต้ตา นั่นก็คือ ร่างกายของคุณนั้นสูญเสียคอลลาเจนเป็นอย่างมาก รวมทั้ง อิลาสตินด้วย แน่นอนเลยว่าสาเหตุดังกล่าวจะทำให้ผิวบางลง ไม่ใช่เฉพาะส่วนใต้ตาเพียงเท่านั้น แต่ทั่วร่างกายที่เป็นผิวหนังก็จะอ่อนแอลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ในส่วนสำคัญอย่างบริเวณหางตา กับ เปลือกตา จะมีริ้วรอย รวมทั้งรอยย่นให้ได้เห็นอย่างชัดเจน 

2.ปัจจัยเรื่องอายุ

อีกหนึ่งเหตุผลคือ อายุ เพราะเมื่อเราอายุมากขึ้น คอลลาเจนก็จะเสื่อมลง ยิ่งไปกว่านั้นผู้ที่เข้าสู่วัย 40 ปี ฮอร์โมนก็จะเปลี่ยนแปลง ทำให้กระดูกใต้ตาอาจจะมีการยุบตัวลง ผิวหย่อนคล้อย ทำให้เกิดเป็นริ้วรอยใต้ดวงตาได้

3.ผิวขาดความชุ่มชื้น

หลาย ๆ คนอาจจะมีผิวแห้ง ผิวลอกเป็นขุย  แต่ไม่ได้มีการผลิตคอลลาเจนน้อยลง หรือ ไม่ได้รับคอลลาเจนในปริมาณที่เพียงพอ แต่อาจจะเกิดจากพันธุกรรมของคนผิวแห้ง ซึ่งแน่นอนว่าบริเวณใต้ตานั้นจะมีไขมันน้อย ทำให้ผิวแห้ง เกิดรอยใต้ดวงตาง่ายกว่าจุดอื่น 

4.พฤติกรรมในชีวิตประจำวัน 

ในแต่ละวันคุณเองดูแลตัวเองมากน้อยแค่ไหน พฤติกรรมของคุณอาจจะมีความเสี่ยงที่จะทำให้คอลลาเจนเสื่อมเร็วขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การพักผ่อนไม่เพียงพอ ความเครียด ซึ่งจะทำให้ฮอร์โมนทำงานผิดเวลา ผิดปกติ อีกทั้งใส่ส่วนของริ้วรอยใต้ดวงตา การขยี้ตาบ่อย ๆ ก็ทำให้เซลล์ผิวบริเวณนั้นเกิดการติดเชื้อ หรือ มีการเสื่อมของคอลลาเจนได้


สำหรับสาเหตุดังกล่าวนั้น ไม่ว่าจะอายุน้อย หรือ อายุมากก็สามารถเกิดริ้วรอยใต้ดวงตาได้ทั้งนั้น โดยจะขึ้นอยู่กับพฤติกรรมส่วนตัวในแต่ละวันด้วย แต่เมื่อเกิดริ้วรอยใต้ตาก็ไม่ต้องกังวลไป เพราะว่ามีวิธีการรักษาได้หลายวิธี ทั้งแบบการรักษาด้วยวิธีทางการแพทย์ หรือ การรักษาลดริ้วรอยด้วยตัวเอง


วิธีการรักษา ลดริ้วรอยใต้ตา 

ลดริ้วรอยใต้ตา

ถ้าหากจะพูดถึงวิธีการรักษาที่ได้ผลเร็ว ก็ขอแนะนำเลยกับวิธีทางการแพทย์ ซึ่งในปัจจุบันได้มีการพัฒนาไปไกลมาก โดยมีด้วยกันถึง 8 วิธี ซึ่งแน่นอนเลยว่ายังมีอีกหลายวิธีที่คุณยังไม่รู้ แต่สำหรับใครที่งบประมาณในการรักษาจำกัด หรือ อยากรักษาด้วยตัวเองพวกเราก็มีคำแนะนำมาฝากด้วยเช่นกัน โดยจะมีรายละเอียดดังต่อไปนี้  


1.ฉีดฟิลเลอร์  

อีกหนึ่งวิธีทางการแพทย์ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากนั่นก็คือ “การฉีดฟิลเลอร์” โดยในจุดที่ฉีดจะเป็นส่วนของใต้ตาสำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องริ้วรอยใต้ตา โดยจะสามารถรักษาได้หลายอาการ ไม่ว่าจะเป็น รอยย่นใต้ตา ใต้ตาคล้ำ มีรอยพับใต้ตา หรือ เบ้าตาลึก โดยการรักษาด้วยการฉีดฟิลเลอร์ จะเป็นการเติมเต็มของชั้นกระดูกที่ยุบตัวลงไป จะช่วยให้ใต้ตาเต็มขึ้นอีกครั้ง รวมทั้งลดริ้วรอยแล้วยังทำให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์เป็นธรรมชาติอีกด้วย 

2.โบท็อก 

สำหรับใครที่มีรอยใต้ตาในเวลายิ้ม รวมทั้งปัญหาใต้ตาอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น รอยพับใต้ตา หรือ เบ้าตาลึก และที่สำคัญ มีริ้วรอยที่หางตา หรือ อาจจะมีการเกิดจากผิวหนังที่มีการขยับบ่อย ๆ โดยในจุดนี้วิธีทางการแพทย์จะใช้การฉีดโบท็อกในการแก้ปัญหา มีข้อดีคือเห็นผลได้เร็ว ราคาไม่แพง อีกทั้งยังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาเลยด้วยเพราะเห็นผลภายใน 5-7 วันเท่านั้น อีกทั้งยังคงสภาพอยู่ได้นานถึง 6 เดือน โดยจะขึ้นอยู่กับแบรนด์ของโบท็อกที่ใช้นั่นเอง 

3.คลื่นวิทยุ “Thermage” 

คลื่นวิทยุสามารถช่วยลดริ้วรอยใต้ตาได้ โดยวิธีทางการแพทย์อย่างการทำ “เทอร์มาจ” เป็นอีกหนึ่งวิธีทีได้รับความนิยมเช่นเดียวกัน โดยการทำงานของ Thermage จะเป็นการส่งพลังงานความร้อน Monopolar RF หรือคลื่นวิทยุ ที่มีความถี่สูง ส่งลงไปยังชั้นผิวจนถึงชั้นไขมัน โดยจะทำให้คอลลาเจนเกิดการหดตัว กับ กระตุ้นสร้างคอลลาเจนใหม่ขึ้นมา ซึ่งมีประโยชน์หลัก ๆ ก็คือ จะช่วยลดปัญหาผิวหนังหน่อย ผิวที่มีรอยย่นที่เกิดจากการขาดคอลลาเจนนั่นเอง 

4.คลื่นเสียง Hifu Ultrafomer III 

ปัญหาริ้วรอยใต้ตา เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่สามารถแก้ไขได้ด้วยการใช้ คลื่นเสียง Hifu Ultrafomer III โดยจะเป็นวิธีที่เหมาะสำหรับผู้ที่มีริ้วรอยที่ไม่เยอะมาก โดยวิธีนี้จะใช้คลื่นเสียงอัลตราซาวด์ที่พัฒนามาจากการอัลตราซาวด์ดูครรภ์ โดยจะยิงคลื่นเสียงไปยังชั้นผิว ทำให้หดตัว บริเวณผิวก็จะกระชับขึ้นโดยไม่ต้องฉีดยา ถ้าใครที่กลัวเข็มแนะนำวิธีนี้จะช่วยได้  

5.การฉีดไขมัน 

สำหรับวิธีนี้เป็นวิธีที่เสี่ยงต่อการแพ้สารเติมเต็ม ไม่ว่าจะเป็น โบท็อก หรือ การฉีดฟิลเลอร์ โดยจะเป็นการฉีดไขมันใต้ตา โดยการนำไขมันของตัวคนไข้เองมาฉีดบริเวณที่มีปัญหา โดยจะวิธีนี้จะมีข้อเสียอยู่ที่ขั้นตอนการทำจะยุ่งยากซับซ้อน เสี่ยงผิวไม่เรียบเนียน อีกทั้งมีการเจ็บตัวหลายครั้ง หากจะให้เห็นผลดีจะต้องแก้ปัญหาหลาย ๆ ครั้งนั่นเอง จึงไม่เป็นที่นิยมสักเท่าไหร่ เหมสำหรับคนบางกลุ่มเท่านั้น  

6.การเลเซอร์ 

สำหรับใครที่มีปัญหาเรื่องใต้ตาลึก มีการแสดงสีหน้า หรือ ส่วนของกระดูกใต้ตายุบตัวจะไม่เหมาะกับวิธีนี้ แต่สำหรับใครที่มีปัญหาเล็ก ๆ หรือ ริ้วรอยที่ไม่ลึกมาก ก็จะเหมาะกับการทำเลเซอร์มากกว่า เพราะว่าค่าใช้จ่ายในการรักษาด้วยวิธีนี้สูง แต่เห็นผลช้า ไม่ชัดเจน จึงไม่ค่อยได้รับความนิยมแล้วในปัจจุบัน 

7.การทำ PRP 

สำหรับการทำ PRP หรือ Platelet Rich Plasma จะเป็นการแก้ปัญหาด้วยการนำเกล็ดเลือดของตัวเองเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหารื้วรอยใต้ตา รวมทั้ง แก้ปัญหาเรื่องใต้ตาคล้ำ โดยการรักษาจะใช้วิธีเจาะเลือดประมาณ 20 ซีซี ก่อนที่จะนำมาปั่นแยกส่วน เพื่อได้พลาสมาที่มีเกล็ดเลือดที่เข้มข้น โดยวิธีนี้มีข้อดีคือ ช่วยลดการอักเสบ รวมทั้งกระตุ้นสร้างคอลลาเจน ฟื้นฟูทำให้รอบดวงตากลับมาอิ่มฟูได้ 

โดยการทำ PRP แบบทั่วไป จะมีความปลอดภัยมากถ้ารักษาโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์ ดังนั้นไม่ต้องกลัวเลยเกี่ยวกับผลข้างเคียง แต่ในผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือด โลหิตจาง อีกทั้งโรคประจำตัวอื่น ๆ จะไม่เหมาะกับวิธีนี้

8.ศัลยกรรมผ่าตัด 

การศัลยกรรม หรือ การผ่าตัด ตรงตัวเลยก็คือการผ่าตัดเพื่อลบริ้วรอยใต้ตา โดยเป็นการแก้ปัญหาที่ได้ผลนานกว่าวิธีอื่น ๆ โดยส่วนใหญ่แล้วจะนิยมการผ่าเอาถุงใต้ตา หรือ จัดการกับตัวผิวที่หน่อยคล้อยมาก ๆ เอาออกไป ทำให้ผิวตาตึงกระชับ ซึ่งวิธีนี้จะนิยมสำหรับผู้ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงอย่างเร่งด่วน แต่มีข้อเสียคือ การพักฟื้น และ การเจ็บตัวที่หลีกเลี่ยงใช้วิธีอื่น ๆ ไปได้ 


3 วิธีการรักษาแบบธรรมชาติ

ลดริ้วรอยใต้ตา

1.ครีม ลดริ้วรอยใต้ตา สูตรสมุนไพร

สำหรับวิธีการรักษาริ้วรอยใต้ตาด้วยตัวเองนั้น จะมีหลายสูตร หลายวิธีที่แชร์ต่อกันมา โดยการใช้ครีมลดริ้วรอย ที่มีขายตามท้องตลาดที่มีส่วนผสมของสมุนไพร โดยมีสูตรที่นิยมเช่น ครีมสูตรแตงกวา,ใบบัวบก,มะเขือเทศ รวมไปถึง แครอท หรือ ว่านหางจระเข้ด้วย แน่นอนเลยว่าส่วนใหญ่จะใช้มาส์กที่บริเวณหน้าเพื่อลดริ้วรอยรอบดวงตา ซึ่งจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนได้ดี

2.ครีมลดริ้วรอยสูตรวิตามิน 

ในปัจจุบันนี้ มีเวชสำอางหรือยาทาในกลุ่มของ “วิตามินซี” กับ “วิตามินเอ” อย่าง เรตินอล ที่จะช่วยลดริ้วรอยใต้ตาได้เป็นอย่างดี เพราะจะสามารถช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น รวมทั้งปรับสีผิวใต้ตาให้ดูสว่าง รวมทั้งจะทำให้ดูสดใสขึ้น จะเหมาะกับผู้ที่เพิ่งจะเริ่มมีปัญหาริ้วรอยใต้ตาในจุดเล็ก ๆ ซึ่งครีมเหล่านี้จะช่วยชะลอการเกิดรอยที่ลึกขึ้น ในปัจจุบันยังคงได้รับความนิยม ถึงแม้ว่าจะใช้เวลาในการรักษาไปสักระยะ แต่ก็ยังได้ผล แต่กลับบางคนที่ผิวบางแพ้ง่ายอาจจะยังระคายเคืองต่อเวชสำอางเหล่านี้ได้จึงเหมาะสำหรับคนบางกลุ่มเท่านั้น 


จะเห็นได้เลยว่าการรักษา ลดริ้วรอยใต้ตา เป็นเรื่องที่ไม่ยากแล้วในปัจจุบันด้วยนวัตกรรมการรักษาทางการแพทย์ที่ก้าวหน้าขึ้นมาก มีหลากหลายวิธีที่จะช่วยให้คุณลดความกังวลเกี่ยวกับปัญหานี้ได้อย่างมั่นใจ โดยปกติแล้ววิธีเดิม ๆเช่นการผ่าตัดศัลยกรรม กำลังจะลดลงเรื่อย ๆ เพราะด้วยข้อเสียที่ต้องใช้เวลาพักฟื้น หรือ การเจ็บตัว ดังนั้นการรักษาแบบคลื่นวิทยุ หรือ การฉีดฟิลเลอร์ เติมเต็มด้วยโบท็อกซ์จะได้รับความนิยมมากกว่า ด้วยข้อดีที่มีมากกว่าข้อเสียทำให้คนไข้เชื่อมั่นในวิธีต่าง ๆ เหล่านี้มากกว่า แต่สำหรับวิธีการรักษาแบบธรรมชาติ ก็จะช่วยได้ในส่วนของอาการเบื้องต้น หรือ ในกลุ่มที่เป็นไม่มากนัก การทาครีม หรือ วิตามินช่วยกระตุ้นคอลลาเจนก็ยังได้รับความนิยมอยู่ แต่ในปัจจุบัน การรับประทานคอลลาเจนเสริม ก็ช่วยบำรุงใต้ตา บำรุงผิวใต้ตา รวมทั้งลดริ้วรอยใต้ตาได้เช่นเดียวกัน 


คอลลาเจน ช่วยบำรุงใต้ตา ลดริ้วรอยใต้ตา ได้อย่างไร

ลดริ้วรอยใต้ตา

เป็นอีกหนึ่งคำถามที่หลายคนสงสัยเลยว่า “คอลลาเจน” ที่โดดเด่นในเรื่องของการดูแลผิว ช่วยให้ผิวดูเปล่งปลั่งมีความชุ่มชื้น แก้หน้าโทรม จะช่วยบำรุงใต้ตาได้เหมือนกันหรือไม่ ซึ่งก็ต้องขอตอบตรงนี้เลยว่า คอลลาเจนคือหนึ่งในสารสกัดที่ช่วยบำรุงผิว บำรุงผิวใต้ตาได้เป็นอย่างดี เพราะนี่คือโปรตีนที่มีมากที่สุดในร่างกาย ซึ่งจะคิดเป็น 1 ใน 3 ของโปรตีนทั่วร่างกายสำหรับตัวคอลลาเจนเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของผิวหนัง เล็บ ผม กระดูก ข้อต่อ กล้ามเนื้อ และ เส้นเอ็น ซึ่งยิ่งได้รับมากเท่าไหร่ก็จะช่วยบำรุงในส่วนต่าง ๆมากเท่านั้น ด้วยหน้าที่ของสารสกัดชนิดนี้ที่เหมือนกับกาวคอยเชื่อม ซ่อมแซมในส่วนที่ร่างกายสึกหรออยู่ตลอดเวลา แต่การสร้างคอลลาเจนมีจำกัดช่วงอายุ เมื่อไหร่ที่อายุมากขึ้น การสร้างคอลลาเจนก็จะลดน้อยลงมานั่นเอง นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ร่างกายของเราควรได้รับคอลลาเจนอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งคอลลาเจนจะมีประโยชน์ต่อร่างกายหลายด้านดังนี้ 


ประโยชน์แท้จริงของ “คอลลาเจน” 

การศึกษาวิจัยทางสถาบันที่สำคัญเกี่ยวกับสุขภาในต่างประเทศได้มีการวิจัยเกี่ยวประโยชน์ที่น่าสนใจของคอลลาเจนเอาไว้มากมาย ซึ่งแต่ละผลงานก็แสดงถึงข้อดีที่คอลลาเจนช่วยดูแลสุขภาพทั้งกล้ามเนื้อ ผิวหนัง ข้อต่อ กระดูก รวมไปถึงการลดความเจ็บปวดจากโรคที่เกี่ยวกับข้อเข่าเสื่อมได้ดีด้วยเช่นกัน  โดยพวกเราจะขอพูดถึงตัวอย่างงานวิจัย ที่บ่งบอกถึงประโยชน์ของ “คอลลาเจน” เอาไว้ชัดเจน ดังนี้ 


1.งานวิจัยจากจีน โดย แอมเวย์ประเทศจีน

เริ่มต้นกันด้วยงานวิจัยโดย แอมเวย์ จากประเทศจีน ที่ให้ผู้หญิง 62 คน ที่มีภาวะ “ฝ้า” บนใบหน้า ให้รับประทานผลิตภัณฑ์ที่ประกอบไปด้วยคอลลาเจนแบบ เปปไทด์ รวมทั้งเปปไทด์จากถั่วเหลือง พร้อมทั้งสารสกัดจากดอกเก๊กฮวย 10 กรัม ในทุกวัน เป็นระยะเวลากว่า 60 วัน ผลการวิจัยพบว่ารอยดำที่ฝ้าจางลง เมื่อนำไปเทียบกับผู้ที่ไม่ได้รับประทานผลิตภัณฑ์คอลลาเจน 

2.งานวิจัย ของผู้หญิงรับประทาน “คอลลาเจน” 

การศึกษาวิจัยอย่างต่อเนื่องของ “คอลลาเจน” เพราะสำหรับผู้หญิงที่รับประทานคอลลาเจน 2.5-5 กรัมต่อวัน ติดต่อกันเป็นเวลากว่า 2 เดือน จะพบว่าผิวแห้งน้อยลง มีความยืดหยุ่น ความชุ่มชื้นของผิวอย่างเห็นได้ชัด รวมไปถึงการรับประทาคอลลาเจนเกิน 2 เดือนขึ้นไป พบว่าความลึกของริ้วรอยลดลงอย่างมาก เมื่อเทียบกับผู้ที่ได้รับประทานผลิตภัณฑ์คอลลาเจน 

3.ช่วยลดอาการปวดของ ข้อต่อ ในผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อม

มีผลงานวิจัยจากต่างประเทศที่มีผลดีต่อผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม เพราะเมื่อไหร่ที่มีอาการอักเสบของโรคนี้จะทำให้ปวดข้อเข่าเป็นอย่างมาก แต่เมื่อรับประทานคอลลาเจนอยู่เป็นประจำ อาการปวดของโรคนี้ก็จะบรรเทาลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะด้วยคอลลาเจนทำหน้าที่เปรียบเหมือนกาวที่คอยช่วยซ่อมแซมในส่วนข้อต่อ ข้อเข่าที่เกิดการอักเสบ ลดอาการเจ็บปวดได้เป็นอย่างดี 


อย่างไรก็ตาม “คอลลาเจน” คือหนึ่งในสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ที่จะช่วยชะลอความแก่ ยังคงทำให้ผิวดูอ่อนกว่าวัย อีกทั้งการรับประทานคู่กับ วิตามินซี หรือ วิตามินประเภทอื่นที่ทำหน้าที่ต่อต้านอนุมูลอิสระเช่นเดียวกัน ก็จะทำให้ผิวที่แห้ง กลับมามีความยืดหยุ่นชุ่มชื้น พร้อมกับสุขภาพผิวหน้าที่ริ้วรอยดูจางลง ทั้งรอยดำจากสิว รอยดำจากฝ้า ก็จะค่อย ๆจางลงจนมองไม่เห็นนั่นเอง ดังนั้นแล้วการเลือกรับประทานคอลลาเจน ก็จำเป็นที่จะต้องเลือกในรูปแบบที่ส่งผลดีต่อร่างกายมากที่สุดนั่นเอง


เลือกใช้คอลลาเจนรูปแบบไหนดี

ลดริ้วรอยใต้ตา

รูปแบบของ “คอลลาเจน” คืออีกหนึ่งเรื่องสำคัญสำหรับผู้ที่รับประทานเช่นเดียวกัน เพราะด้วยสูตรต่าง ๆของแต่ละแบรนด์ก็จะมีจุดเด่นที่ค่อนข้างแตกต่างกันอยู่บ้าง ซึ่งคอลลาเจนนั้นจะมีรูปแบบที่คุณรู้จักกันดีนั่นก็คือ “คอลลาเจนเปปไทด์” นั่นเอง โดยรูปแบบของคอลลาเจนชนิดนี้จะหมายถึง คอลลาเจนที่ทำการสกัดให้อยู่ในรูปแบบของสายกรดอะมิโนที่สั้นขึ้น เพราะปกติแล้วจะมีขนาดที่ใหญ่ทำให้ร่างกายของเราดูดซึมได้ยาก ดังนั้นการเลือกใช้คอลลาเจนที่มีรูปแบบที่ดูดซึมง่ายจะตอบโจทย์การดูแลสุขภาพได้มากที่สุด พร้อมทั้งเห็นผลได้เร็วที่สุดด้วยเช่นกัน 


เลือกใช้คอลลาเจน ไดเปปไทด์

อันที่จริงแล้วเราอาจจะคุ้นหูกันอยู่บ้างกับ “คอลลาเจน ไตรเปปไทด์” โดยจะเป็นคอลลาเจนที่มีการเรียงตัวรวมกันของคอลลาเจนที่ใหญ่ มีขนาดเฉลี่ยราว ๆ 300-400 คาลตัน แต่ในส่วนของ คอลลาเจน “ไดเปปไทด์” จะมีขนาดเล็กกว่าถึง 300 คาลตัน ทำให้จุดเด่นในเรื่องการดูดซึมนั้นรูปแบบของ  Collagen Dipeptide ไดเปปไทด์จะสามารถดูดซึมได้ดีกว่ามากจึงขอแนะนำให้เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีรูปแบบคอลลาเจนประเภทนี้ 


รู้จัก “คอลลาเจนไดเปปไทด์” 

Collagen Dipeptide จะเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมที่พัฒนาการสกัดคอลลาเจนให้อยู่ในรูปแบบโมเลกุลที่เล็กมาก โดยเฉลี่ยแล้วอยู่ที่ 200 คาลตัน ด้วยกรดอะมิโนโครงสร้างหลักที่เรียงตัวต่อกันเพียง 2 หน่วย ทำให้ร่างกายนั้นสามารถดูดซึมได้เร็ว และ มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยจุดเด่นของ คอลลาเจนไดเปปไทด์ จะมีเรื่องที่โดดเด่นดังต่อไปนี้ 

  • จะช่วยลดอาการปวดข้อเข่า สำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม และ ช่วยบำรุงจ้อต่อให้แข็งแรง
  • ช่วยเพิ่มน้ำในข้อต่อของร่างกาย ทำให้เคลื่อนไหวได้ดี ข้อต่อไม่ขัดกัน
  • บำรุงเส้นผม ลดอาการผมร่วง ผมบาง
  • ช่วยเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง ลดความเสี่ยงโรคกระดูกเปราะ 
  • จะช่วยบำรุงผิวพรรณให้ชุ่มชื้น กระชับเรียบเนียน พร้อมชะลอการเกิดริ้วรอย
  • รอยดำ ฝ้า จะจางลง พร้อมทั้งช่วยลดการเกิดสิวด้วย 

จุดเด่นของคอลลาเจนประเภทนี้ช่วยให้ร่างกายซ่อมแซมในส่วนที่สึกหรอมากมาย เรียกได้ว่ายิ่งคอลลาเจนมีโมเลกุลที่เล็ก การดูดซึมของร่างกายก็จะสามารถทำได้ดีเช่นเดียวกัน แต่เรื่องสุดท้ายที่ขอนำมาฝากคนรักสุขภาพในบทความนี้ก็คือ ขอแนะนำ 10 คอลลาเจนประเภท “ไดเปปไทด์” ยอดนิยม ซึ่งมีสูตรที่ผสมวิตามินซี รวมทั้งสารสกัดอื่น ๆที่มีผลดีทั้งต่อผิวพรรณ กระดูก ข้อต่อ และ ช่วยบำรุงร่างกายกับการปรับสมดุลทั้งหมด โดยมีผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจดังต่อไปนี้ 


10 คอลลาเจนไดเปปไทด์ แบรนด์ยอดนิยม 

ลดริ้วรอยใต้ตา

1.Vistra Collagen Dipeptide Plus Vitamin C

จุดเด่นของ Vistra Collagen Dipeptide Plus Vitamin C ก็คือ เป็นผลิตภัณฑ์อาหารเสริมคอลลาเจนไดเปปไทด์ที่เปปไทด์สูงมากถึง 1,000 มิลลิกรัม ต่อ 1 เม็ด สิ่งที่ทำให้น่าเชื่อถืออีกเรื่องคือ แบรนด์นี้เป็นลิขสิทธิ์จากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งผ่านการทดสอบวิจัยมาแล้วว่า สามารถดูดซึมได้เร็ว สังเคราะห์คอลลาเจนได้ดี ช่วยฟื้นฟูผิวแห้งเสีย ลดริ้วรอย รวมทั้งเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวได้เป็นอย่างดี อีกทั้งมีส่วนผสมของ วิตามินซี ที่ช่วยบูสต์ให้เห็นผลได้เร็วด้วย

2.Dr.PONG 100,000 mg Collagen Dipeptide Plus Vitamin C

ความโดดเด่นของ Dr.PONG 100,000 mg Collagen Dipeptide Plus Vitamin C  ก็คือ เป็นคอลลาเจนรูปแบบพรีเมียมจากประเทศญี่ปุ่น ไม่ต้องกังวลกับสารตกค้าง ไม่มีสี ไม่แต่งกลิ่น ไม่แต่งรส ไม่มีน้ำตาล ด้วยความโดดเด่นในเรื่องโมเลกุลขนาดเล็กของ คอลลาเจนไดเปปไทด์ ทำให้ช่วยบำรุงผิวได้เป็นอย่างดี 

3.Donutt Collagen Dipeptide Plus Calcium

สำหรับใครที่มีปัญหาในเรื่องกระดูก อยากบำรุงกระดูก ขอแนะนำเลยกับ Donutt Collagen Dipeptide Plus Calcium ซึ่งจะเป็นคอลลาเจนไดเปปไทด์ทีมีคุณค่าของคอลลาเจนสูงมากถึง 120,000 มิลลกิกรัมต่อ 1 กระป๋อง โมเลกุลขนาดเล็กมีมาตรฐานการผลิตจากประเทศญี่ปุ่น ทำให้ช่วยบำรุงผิวพรรณ พร้อมทำหน้าที่เป็นกาวซ่อมแซมร่างกายได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญผลิตภัณฑ์นี้ยังมีแคลเซียมที่จะช่วยบำรุงกระดูก กับ ป้องกันอาการข้อเข่าเสื่อมด้วย 

4.VIDA C&E Collagen Dipeptide

VIDA C&E Collagen Dipeptide เป็นอีกหนึ่งอาหารเสริมคอลลาเจนไดเปปไทด์ที่มีคุณภาพระดับพรีเมียมจากญี่ปุ่นอีกเช่นเดียวกัน ด้วยโมเลกุลขนาดเล็กทำให้ดูดซึมง่าย พร้อมทั้งสารสกัดจากส้ม เลมอนฝรั่งเศส และ วิตามินกว่า 11 ชนิด จะช่วยบำรุงผิวพรรณให้ดูกระชับเรียบเนียน ลดเลือดการเกิดริ้วรอยได้เป็นอย่างดี 

5.Zeavita Activ 70x Collagen Plus

เป็นอีกหนึ่งอาหารเสริมที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เพราะว่าเป็นคอลลาเจนไดเปปไทด์ที่มาจากปลา 100% ไม่แต่งสี ปรุงรสอื่น ๆ ด้วยจุดเด่นของ Zeavita Activ 70x Collagen Plus ที่ไม่ผสมกับคอลลาเจนชนิดอื่น ทำให้ได้รับคุณค่ามากขึ้น 70 เท่า พร้อมทั้งอุดมไปด้วยวิตามินซี กับ วิตามินบี 3 ซึ่งจะช่วยดูแลผิวพรรณให้กระชับเรียบเนียนอยู่เสมอ กลิ่นคอลลาเจนคล้ายผลไม้ ทานง่าย อร่อย ปราศจากน้ำตาล

6.VISTRA Pure Collagen Dipeptide

เป็นอีกหนึ่งสูตรที่ขอแนะนำกับ Pure Collagen Dipeptide จากแบรนด์ VISTRA ซึ่งจะเป็นคอลลาเจนที่มีคุณค่าทางวิตามินซี รวมทั้ง Co-Q10 ช่วยทำให้ร่างกายดูดซึมคอลลาเจนได้ง่าย คอลลาเจนไดเปปไทด์จากปลาทะเลแบบไม่มีคอลลาเจนชนิดอื่นผสม ทำให้ผิวพรรณดูเรียบเนียน กระชับ กระจ่างใส พร้อมช่วยเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรงด้วย 

7.JOJU Collagen Dipeptide

อีกหนึ่งแบรนด์จากประเทศญี่ปุ่น JOJU Collagen Dipeptide กับ ส่วนผสมส้มสีแดงจากอิตาลี ,คาลาไมน์ญี่ปุ่น และที่สำคัญยังมีแร่ธาตุสังกะสี ที่จะเป็นตัวช่วยบำรุงผิว ลดรอยดำ รอยแดง พร้อมทั้งเสริมสร้างคอลลาเจนในชั้นกระดูกได้เป็นอย่างดี 

8.Zenji Collagen Dipeptide Plus Tripeptide

คอลลาเจนแบรนด์นี้จะต้องนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น เพราะสำหรับ Zenji Collagen Dipeptide Plus Tripeptide เองแล้วนั้น จะมีชนิดทั้ง ไดเปปไทด์ กับ ไตรเปปไทด์ ที่สกัดมาจากปลาทะเล 100% ซึ่งจะดูดซึมง่ายเพราะโมเลกุลที่เล็ก ส่งผลให้ได้รับประโยชน์จากคอลลาเจนได้อย่างเต็มที่ จะช่วยลดอาการปวดข้อเข่า และ บำรุงผิวให้ดูสุขภาพดีอยู่เสมอ 

9.PiaOMe Pure Collagen Dipeptide

ด้วยปริมาณคอลลาเจนที่มีมากถึง 1 แสน มิลลิกรัม PiaOMe Pure Collagen Dipeptide จากญี่ปุ่น สามารถตอบโจทย์คุณได้ เพราะคอลลาเจนไดเปปไทด์ของแบรนด์นี้ จะช่วยเสริมสร้าง กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิว ช่วยให้ผิวเรียบเนียนกระชับ ที่สำคัญ กระดูก เส้นผม เล็บ จะดูมีความแข็งแรงเพิ่มมากขึ้นด้วย 

10.Well U Collagen Dipeptide & Tripeptide

การผสมผสานระหว่าง คอลลาเจน ไดเปปไทด์ กับ ไตรเปปไทด์ จะช่วยทำให้ร่างกายดูดซึมได้อย่างรวดเร็ว โดย Well U Collagen Dipeptide & Tripeptide จะอุดมไปด้วยสารสกัดจากเห็ดหูหนูขาว จมูกข้าวญี่ปุ่น รวมไปถึงวิตามินซี และ ไบโอติน ที่จะช่วยเร่งการสร้างคอลลาเจนได้ดีขึ้น พร้อมทั้งบำรุงสุขภาพผิว เส้นผม เล็บ ที่สำคัญผิวพรรณก็จะดูกระจ่างใสมากขึ้นด้วย 


เรียกได้ว่าทั้ง 10 คอลลาเจนไดเปปไทด์ จะมีจุดเด่นในเรื่องที่เน้นไปทางการดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้อย่างรวดเร็ว ส่วนประโยชน์ที่ได้รับจากคอลลาเจนนั้นจะมีความคล้ายกัน ได้แก่ การบำรุงผิว ลดริ้วรอยใต้ดวงตา ข้อเข่า เป็นต้น อย่างไรก็ตามร่างกายของแต่ละคนนั้นมีการดูดซึมไม่เท่ากัน บางคนรับประทานคอลลาเจนใช้เวลาไม่นานถึงเห็นผล แต่สำหรับบางคนใช้เวลานานกว่าจะเห็นผล เพราะนอกจากประเภทของคอลลาเจนแล้ว ปัจจัยในด้านอื่น ๆไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมในการใช้ชีวิตที่อาจจะส่งผลให้ร่างกายเกิดการดูดซึมได้ช้า แน่นอนว่าต้องเป็นเรื่องที่คนรักสุขภาพต้องทำความเข้าใจ 


สำหรับใครที่กำลังพบเจอกับปัญหาริ้วรอยใต้ดวงตา ร่องลึก ริ้วรอยจากสิว แน่นอนเลยว่าบนใบหน้าเมื่อเกิดริ้วรอย หรือ จุดด่างดำ ความมั่นใจในการใช้ชีวิตก็จะลดลงไปเป็นอย่างมากเพราะใคร ๆ ก็อยากมีใบหน้าที่ดูอ่อนกว่าวัย มีผิวกระจ่างใสสุขภาพดี ดังนั้นการเติมเต็มด้วยคอลลาเจนจึงเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ขอแนะนำว่าสามารถปรับเปลี่ยนตัวเองได้อย่างที่คุณไม่ต้องเจ็บตัว อย่างไรก็ตามการรักษาริ้วรอยใต้ตายังมีวิธีทางการแพทย์ที่ช่วยได้ ถ้าเกิดว่ามีการรักษาควบคู่กันไป ก็จะเห็นผลได้เร็วขึ้นนั่นเอง สุดท้ายนี้ใครที่กำลังรักษาริ้วรอยใต้ดวงตาพวกเราก็ขอเป็นกำลังใจให้สุขภาพผิวกลับมาแข็งแรง กระชับเรียบเนียน และ สดใสเหมือนวัยเยาว์


อ้างอิง:

skin

ผิวขาดน้ำใช้อะไรดี รวม 5 สูตรมาสก์หน้าเพิ่มความชุ่มชื่นให้กับผิว

February 15, 2023
ผิวขาดน้ำใช้อะไรดี

ผิวขาดน้ำเป็นอีกหนึ่งปัญหาผิวหนังสำหรับหลายคน ซึ่งปัญหาผิวขาดน้ำนี้จะมีผลทำให้ผิวมันมากกว่าปกติ ผิวหยาบกร้านและตามมาด้วยปัญหาผิวอีกมากมาย ซึ่งภาวะผิวขาดน้ำสามารถเกิดขึ้นได้กับผิวทุกประเภท ทั้งผิวแห้ง ผิวมัน โดยเฉพาะผิวแพ้ง่ายจะมีโอกาสเกิดภาวะผิวขาดน้ำสูงกว่าผิวชนิดอื่น ซึ่งปัญหาผิวขาดน้ำสังเกตได้ยาก ทำให้คนส่วนมากทำการรักษาผิดวิธี ส่งผลให้ปัญหาผิวที่เป็นอยู่มีอาการหนักขึ้น ดังนั้นวันนี้เรามาทำความรู้จักกับผิวขาดน้ำว่ามีสาเหตุ อาการและวิธีการดูแลรักษาอย่างไร  ผิวขาดน้ำใช้อะไรดี ผิวถึงจะกลับมาสวยงามเป็นปกติได้


ผิวขาดน้ำ เกิดจากสาเหตุอะไร

ผิวขาดน้ำใช้อะไรดี

ผิวขาดน้ำ คือ ภาวะที่ปริมาณน้ำที่อยู่ในผิวน้อยกว่าร้อยละ 10 ทำให้ผิวขาดความชุ่มชื้น ซึ่งผิวขาดน้ำเป็นสภาพที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกสภาพผิว ทั้งผิวมัน ผิวผสม ผิวแห้งและผิวแพ้ง่าย โดยผิวขาดน้ำจะมีลักษณะคล้ายผิวแห้งหลังจากล้างหน้าเสร็จใหม่ แต่หลังล้างหน้าไม่นาน ผิวหน้าจะมีความมันเพิ่มสูงขึ้นอย่างผิดปกติ โดยเฉพาะบริเวณทีโซน ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าเมื่อผิวมีภาวะขาดน้ำจะทำให้ผิวมีการสร้างน้ำมันเพิ่มมากขึ้น เพื่อรักษาความชุ่มชื้นให้กับผิว ส่งผลให้ผิวมีความมันเพิ่มขึ้นนั่นเอง ซึ่งสาเหตุของผิวขาดน้ำ มีดังนี้

  1. ชั้น lipid bilayer ถูกทำลาย ผิวจะมีชั้นผิว lipid bilayer ทำหน้าที่ในการป้องกันและรักษาน้ำให้อยู่ในผิว ซึ่งชั้นผิวนี้ถูกทำลายได้ด้วยการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การอาบน้ำร้อน การใช้สารเคมีชนิดรุนแรง หรือการแพ้สารเคมีบางชนิด เป็นต้น เมื่อผิวชั้น lipid bilayer ถูกทำลายจะทำให้ผิวไม่สามารถรักษาน้ำให้อยู่ในผิวได้ ทำให้ผิวขาดน้ำ
  2. ผิวขาดสารความชุ่มชื้น โดยปกติผิวของคนเราจะมีสารที่ทำหน้าที่กักเก็บความชุ่มชื่น เช่น อะมิโน แอซิด สารกลุ่มแลคเตท ไฮยาลูรอนิค แอซิด เป็นต้น หากผิวขาดสารเหล่านี้จะทำให้ไม่สามารถอุ้มน้ำให้อยู่ในผิวได้ ทำให้ผิวขาดน้ำได้เช่นกัน ซึ่งสารเหล่านี้จะโดนทำลายได้ด้วยความผิดปกติของร่างกายและการใช้สารเคมีที่รุนแรง เช่น โรคภูมิแพ้ เป็นต้น
  3. การใช้ชีวิตประจำวัน การดำเนินชีวิตบางอย่างก็ส่งผลให้ผิวเกิดภาวะขาดน้ำได้ เช่น การพักผ่อนน้อย การดื่มน้ำน้อย การดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่มาก เป็นต้น

จะเห็นว่าสาเหตุที่ทำผิวขาดน้ำเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นได้ง่าย ๆ ซึ่งภาวะผิวขาดน้ำนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในทันทีทันใด แต่จะมีการสะสมทีละน้อยจนเมื่อผิวขาดน้ำขั้นรุนแรงจึงจะแสดงอาการออกมาอย่างชัดเจน ซึ่งผิวขาดน้ำสามารถรักษาได้ ด้วยการดูแลอย่างถูกต้อง แนะนำขั้นตอนการดูแลผิวหน้า เพื่อสุขภาพผิวที่ดี 


ผิวขาดน้ำใช้อะไรดี แก้ไขได้อย่างไร?

ผิวขาดน้ำใช้อะไรดี

ผิวขาดน้ำสามารถรักษาและแก้ไขให้หายได้ด้วยตัวเอง ไม่จำเป็นต้องพบแพทย์เพื่อทำการรักษา ซึ่งการแก้ไขผิวขาดน้ำสามารถทำได้ดังนี้

  1. ดื่มน้ำให้มาก ร่างกายของคนเราประกอบด้วยน้ำประมาณ 70-80% น้ำจึงมีความจำเป็นต่อร่างกายสูงมาก ทั้งการชะล้างสิ่งสกปรก เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบในร่างกายและเสริมความแข็งแรงชุ่มชื้นให้กับเซลล์ ดังนั้นในทุกวันจำเป็นต้องดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อย 2-3 ลิตรต่อวัน และหากมีภาวะผิวขาดน้ำจะต้องดื่มน้ำเพิ่มอีก 15-20% เพื่อให้น้ำเข้าไปทดแทนส่วนที่ขาดหายไป
  2. นอนให้เพียงพอ การนอนอาจมองว่าไม่เกี่ยวกับการแก้ไขผิวขาดน้ำ แต่เชื่อหรือไม่ว่าการนอนจะช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับผิว ทำให้ผิวสามารถรักษาและกักเก็บน้ำในผิวได้มากขึ้น ดังนั้นจึงควรนอนพักผ่อนให้เพียงพอทุกวัน 
  3. งดสารเคมี ปัจจุบันนี้เครื่องสำอางหรือผลิตภัณฑ์ดูแลผิวมักจะมีการผสมสารเคมีเข้าไปเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้สูงขึ้น ดังนั้นควรเลือกแบบที่ไม่ใช้สารเคมีหรือสูตรอ่อนโยนที่เป็นสารสกัดจากธรรมชาติ เพื่อลดความระคายเคืองและอันตรายที่จะเกิดกับผิว โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการทำความสะอาดผิวจะต้องเป็นสูตรอ่อนโยนและเหมาะกับสภาพผิวเท่านั้น สกินแคร์ที่ช่วยบำรุงผิวขาดความชุ่มชื้น
  4. รับประทานผักผลไม้เพิ่มขึ้น นอกจากการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่แล้ว ควรจะเน้นการกินผักและผลไม้จะมีส่วนประกอบของน้ำและวิตามินเป็นหลัก ซึ่งน้ำและวิตามินที่อยู่ในผักผลไม้จะเข้าไปเพิ่มปริมาณน้ำและความแข็งแรงของผิว 

การแก้ไขให้ผิวขาดน้ำกลับมามีสุขภาพดีทำได้ไม่ยาก เพียงแค่ใส่ใจดูแลและปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันให้เหมาะสม ดื่มน้ำมาก ๆ นอนพักผ่อนเยอะและเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวสูตรอ่อนโยน นอกจากนั้นการมาร์กหน้าก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยแก้ไขให้ผิวกลับมาชุ่มชื่นได้อย่างรวดเร็วด้วย หรือถ้าผิวลอกเป็นขุยหนักมาก


5 สูตรมาสก์หน้าแก้ผิวขาดน้ำ

ผิวขาดน้ำใช้อะไรดี

การมาสก์หน้าสามารถช่วยดูแลผิวขาดน้ำให้กลับมามีชุ่มชื้นและมีสุขภาพที่ดีขึ้นได้ ซึ่งสูตรมาสก์หน้าที่จะช่วยเติมน้ำให้กับผิวมีดังนี้

1. สูตรที่ 1 นมสด+ขมิ้น สูตรนี้นำนมสดผสมกับขมิ้นในอัตราส่วน 1:2 หรือผสมให้มีลักษณะเป็นเนื้อครีมสีเหลือง นำมามาสก์หน้าบาง ๆ ประมาณ 15-20 นาที สูตรนี้นมสดจะเข้าไปเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว และยังช่วยขับผิวให้ขาวใสอีกด้วย

2. สูตรที่ 2 แตงกวา+น้ำผึ้ง นำแตงกวามาบดละเอียด 2 ช้อนโต๊ะผสมกับน้ำผึ้ง 1 ช้อนชา นำมามาสก์หน้าทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที แตงกวาถือว่าเป็นผักที่มีน้ำสูง การนำมามาสก์หน้าน้ำในแตงกวาจะซึมเข้าสู่ผิว ทำให้ผิวชุ่มชื้น ส่วนน้ำผึ้งจะช่วยฆ่าเชื้อที่อยู่บนผิวหน้าทำให้ผิวแข็งแรง ลดการเกิดสิวได้อีกด้วย

3. สูตรที่ 3 มะเขือเทศ+โยเกิร์ต นำมะเขือเทศบด 1 ช้อนโต๊ะผสมโยเกิร์ต 1 ช้อนโต๊ะ ผสมแล้วนำไปมาสก์หน้า ทิ้งไว้ 15-20 นาที มะเขือเทศและโยเกิร์ตจะเข้าไปเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวแล้ว ในมะเขือเทศยังมี AHA ช่วยขัดเซลล์ผิว เพิ่มความกระจ่างใสให้กับผิว

4. สูตรที่ 4 ไข่ขาว+โยเกิร์ต ไข่ขาว 1 ฟองผสมกับโยเกิร์ต 1 ช้อนโต๊ะ มาสก์ทิ้งไว้ 5-10 นาที โยเกิร์ตช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ไข่ขาวช่วยรักษาความชุ่มชื้น เพิ่มความเต่งตึงให้ผิว

5. สูตรที่ 5 กล้วย+น้ำผึ้ง กล้วยบด ½ ถ้วยตวงผสมน้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ มาสก์หน้าทิ้งไว้ 5-10 นาที กล้วยและน้ำผึ้งเพิ่มความชุ่มชื้นและลดเลือนริ้วรอย ส่วนน้ำผึ้งยังส่วนลดการอักเสบของผิวด้วย

สูตรมาสก์หน้าที่นำมาในวันนี้เป็นสูตรมาสก์หน้าที่รับรองได้ว่าช่วยปรับแก้ไขให้ผิวขาดน้ำกลับมาชุ่มชื่น หรือลอง วิธีดูแลผิวให้ชุ่มชื้นขึ้น เติมเต็มน้ำใต้ผิว ทำให้ผิวกลับมาชุ่มชื่น เนียนนุ่มและกระจ่างใสไปพร้อมกัน การมาสก์หน้าสำหรับผู้ที่ผิวขาดน้ำควรมาสก์หน้าอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง จนผิวกลับมาชุ่มชื้นให้ปรับมามาสก์หน้าสัปดาห์ละ 1 ครั้งก็เพียงพอแล้ว รับรองได้การมาสก์หน้าด้วยสูตรที่ให้มานี้อ่อนโยนต่อทุกสภาพผิวแน่นอน


อ้างอิง 

skin

ขัดผิวขาวเร่งด่วน สูตรง่าย ๆ ด้วยวัตถุดิบจากธรรมชาติ

February 9, 2023
ขัดผิวขาวเร่งด่วน

การมีผิวขาวใสแน่นอนว่าเป็นที่ต้องการของทุกคน แต่ว่าหลังจากไปเที่ยวตากอากาศสัมผัสลมหนาว สายลม แสงแดดเพื่อชาร์ตพลังงานให้กับตัวเอง พอกลับมาถึงพบว่าผิวขาวเนียนได้กลายมาเป็นผิวหมองคล้ำ หยาบกร้านไปเสียแล้ว สาว ๆ ไม่ต้องกังวลไป เพราะวันนี้เรามีสูตร ขัดผิวขาวเร่งด่วน ที่จะช่วยฟื้นฟูผิวเสีย ผิวหมองคล้ำของคุณให้กลับมาขาว เนียนนุ่มด้วยวัตถุดิบง่าย ๆ จากธรรมชาติมาฝากกัน


การขัดผิวสำคัญหรือไม่ จำเป็นต้องขัดทุกวันไหม?

ขัดผิวขาวเร่งด่วน

หลายคนมีข้อสงสัยว่าการขัดผิวมีความจำเป็นหรือไม่ ถ้าไม่ขัดผิวแล้วผิวจะกลับมาขาวได้ไหม แน่นอนว่าถ้าคุณไม่ขัดผิว ผิวของคุณก็จะกลับมาขาวได้ แต่ว่าจะต้องใช้ระยะเวลาหลายเดือนกว่าผิวจะกลับมาขาวเนียนและก่อนที่ผิวจะขาว ผิวของคุณจะกระดำกระด่างไม่น่ามองเอาเสียเลย

ซึ่งการขัดผิวจะเข้าไปกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวเก่าที่ตายและติดอยู่บนผิวหนังออกมา เผยให้เห็นผิวใหม่ที่มีขาว เนียนและมีสุขภาพดี อีกทั้งการขัดผิวไม่จำเป็นต้องขัดทุกวัน โดยการขัดผิวจะแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ

  • ขัดผิวเพิ่มความเนียนเรียบ สำหรับคนปกติทั่วไปที่ผิวไม่มีปัญหาหมองคล้ำ มีจุดด่างดำ เนื่องจากแสงแดด ลมหนาวแล้ว การขัดผิวสามารถขัดผิวสัปดาห์ละครั้งหรือ 2 สัปดาห์ครั้งก็ได้ เพื่อกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่และขัดเซลล์ผิวเก่าที่ตายไปให้หลุดออกจากผิวหนัง ลดการอุดตันของรูขุมขนและทำให้ผิวกระจ่างใสมากขึ้น 
  • ขัดผิวเพื่อเร่งผิวขาว สำหรับคนที่ต้องการขัดผิวเพื่อเร่งผิวให้กลับมาขาว เนียนใสแบบเร่งด่วน ควรทำการขัดผิวสัปดาห์ละ 2 ครั้ง โดยการขัดผิวจะเป็นขจัดเซลล์ผิวเก่าที่ตายไป ยังเป็นการล้างสิ่งอุดตันในรูขุมขน ทำให้รูขุมขนกระชับ ป้องกันการเกิดสิวได้แล้ว การขัดผิวด้วยการหมุนเป็นวงกลมไปทั่วบริเวณยังเป็นการกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ทำให้เลือดไปหล่อเลี้ยงเซลล์ผิวได้อย่างทั่วถึง ทำให้ผิวมีสุขภาพดี เปล่งปลั่ง เนียนนุ่มมากยิ่งขึ้น แนะนำ เลือกสครับขัดผิวแบบไหนดี

จะเห็นว่าการขัดผิวไม่จำเป็นต้องขัดทุกวัน แต่ถ้าต้องการขัดผิวเพื่อให้ผิวขาวแบบเร่งด่วนจะต้องทำการขัดผิวสัปดาห์ละ 2-3 ครั้งก็เพียงพอแล้ว และในการขัดผิวจะต้องขัดเบา ๆ เพื่อเป็นการกระตุ้นและไม่ทำให้เซลล์ผิวหนังเกิดการอักเสบระคายเคือง และนอกจากการขัดผิวแล้ว อย่าลืมดูแลผิวหน้าด้วย นี่คือ 5 ขั้นตอนที่ใช้ดูแลผิวในตอนเช้า


5 สูตร ขัดผิวขาวเร่งด่วน ด้วยวัตถุดิบจากธรรมชาติ 

ขัดผิวขาวเร่งด่วน

การขัดผิวเพื่อช่วยให้ผิวขาวแบบเร่งด่วนที่นำเสนอในวันนี้ เป็นสูตรขัดผิวที่ใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติเป็นหลัก เพราะวัตถุดิบจากธรรมชาติจะอ่อนโยนต่อผิว ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ นอกจากนั้นยังหาได้ง่ายอีกด้วย แต่รับรองได้ว่าผิวขาวจริง มาดูกันว่ามีสูตรขัดผิวอะไรบ้าง

1. แตงกวา+น้ำตาล+น้ำมันมะพร้าว สูตรนี้เป็นสูตรขัดผิวที่ช่วยเสริมความชุ่มชื้นให้กับผิวจากแตงกวากับน้ำมันมะพร้าว พร้อมทั้งขัดเซลล์และสิ่งสกปรกด้วยเกล็ดน้ำตาล โดยมีขั้นตอนการทำเพียงแค่นำแตงกวาปั่นประมาณ 3/4  ถ้วย ผสมกับน้ำตาลทราย 1 ถ้วย และน้ำมันมะพร้าว 1/4 ถ้วย คนให้เข้ากันก็พร้อมสำหรับนำไปขัดผิวแล้ว

2. กากกาแฟ + น้ำผึ้ง + โยเกิร์ต สำหรับใครที่ผิวหมองคล้ำเนื่องจากการโดนแดดแล้ว สูตรขัดผิวนี้จะช่วยทำให้ผิวของคุณกลับมาขาวเนียนแบบสุขภาพดี โดยนำกากกาแฟ 1 ถ้วยผสมน้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะและโยเกิร์ต 2 ช้อนโต๊ะ นำไปพอกและขัดผิวประมาณ 30 นาทีแล้วล้างออก

3. น้ำมะกรูด+น้ำผึ้ง+นมสด สูตรนี้เป็นสูตรสำหรับผิวแบบบาง เนื่องจากใช้น้ำมะกรูดแทนน้ำมะนาว เนื่องจากน้ำมะกรูดมีความเป็นกรดน้อยกว่าน้ำมะนาว เมื่อนำมาใช้จึงมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อน ๆ เท่านั้น โดยนำน้ำมะกรูด 2 ช้อนโต๊ะผสมน้ำผึ้ง 1 ช้อนชาและนมสด 1 ถ้วยตวง นำไปขัดผิวเบา เพื่อความชุ่มชื้นกระจ่างใสให้กับผิว

4. ดินสอพอง+ขมิ้น+แตงกวา+นมสด สำหรับขมิ้นเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นสมุนไพรบำรุงผิวที่ช่วยทำให้ผิวขาวกระจ่างใส โดยนำแตงกวาบด 1 ถ้วยตวงผสมดินสอพอง 1 ช้อนโต๊ะ นมสด 1 ถ้วยตวงและขมิ้น 2 ช้อนโต๊ะ ผสมให้เข้ากัน สูตรนี้นอกจากคืนผิวขาวแล้วยังเพิ่มความแข็งแรงให้กับผิวอีกด้วย

5. น้ำมะขามเปียก+ขมิ้น+โยเกิร์ต สูตรนี้เป็นสูตรขัดผิวแบบดั้งเดิมที่คนไทยเรารู้จักกันดี เพราะใช้กันมายาวนาน แต่มีการปรับเปลี่ยนมาใช้โยเกิร์ตผสมเข้าไป เพื่อให้ผิวได้รับความชุ่มชื้นเพิ่มมากขึ้น โดยใช้น้ำมะขามเปียก 1 ถ้วยตวง ผสมโยเกิร์ต ½ ถ้วยตวงและขมิ้น 1 ช้อนโต๊ะ คนให้เข้ากันนำไปขัดผิว 

สำหรับใครที่ต้องการเร่งให้ผิวขาวแบบมีสุขภาพดีแล้ว แนะนำให้หาซื้อคอลาเจนมาผสมในสูตรขัดผิวข้างต้น แบบนี้จะช่วยให้ผิวขาวเร็วขึ้นและมีสุขภาพดีมากขึ้นด้วย หรือลองใช้ วิธีแก้หน้าโทรมผิวหมองคล้ำที่ทำได้ด้วยตัวเอง


เคล็ดลับ ขัดผิวขาวเร่งด่วน แบบไม่ทำร้ายผิว

ขัดผิวขาวเร่งด่วน

การขัดผิวขาวเร่งด่วนสามารถช่วยให้ผิวขาวขึ้นในระยะเวลาสั้น ๆ แต่ว่าหลายคนเมื่อทำการขัดผิวแล้ว แทนที่ผิวจะขาวขึ้นกลับกลายเป็นทำร้ายผิว ทำให้ผิวเกิดการอักเสบ ระคายเคือง ซึ่งเคล็ดลับในการขัดผิวให้ขาวกระจ่างใสแบบเร่งด้วยก็คือ ความต่อเนื่องและความอ่อนโยน นั่นคือ การขัดผิวต้องขัดเป็นประจำแบบวันเว้นวันหรือวันเว้น 2 วัน โดยการขัดจะต้องขัดอย่างเบามือและขัดหมุนเป็นวงกลมเล็ก ๆ ไปทั่วบริเวณที่ต้องการขัด เพียงเท่านี้ผิวของคุณก็จะกลับมาขาวใสแบบมีสุขภาพดีได้แล้ว

จะเห็นว่าการขัดผิวขาวเร่งด่วนทำได้ไม่ยาก และของที่ใช้ในการขัดผิวก็หาได้ง่าย สิ่งสำคัญคืออย่าลืมขัดผิวบ่อยเกินไป เนื่องจากการขัดผิวมากเกินไปก็อาจทำให้ผิวระคายเคือง แห้งกร้าน รบกวนผิวมากไป ผิวเสียหายได้ และต้องให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวหลังจากการขัดผิวเพื่อช่วยให้ผิวชุ่มชื้นและมีสุขภาพดี สำหรับใครที่มีปัญาหาผิวหมองคล้ำ มีริ้วรอยลองนำไปใช้กันนะ รับรองว่าผิวของคุณจะกลับมาขาวเนียนใสขึ้นได้อย่างแน่นอน


อ้างอิง

skin

แก้หน้าโทรม ผิวหมองคล้ำ ให้กลับมาดูสดใสจากภายในสู่ภายนอก

December 26, 2022
แก้หน้าโทรม

แก้หน้าโทรม ทำไงดี? ปัญหาที่ชายหญิงหลายคนมักจะพบเจอและทำให้เกิดความไม่มั่นใจ ถึงแม้จะพยายามหลีกเลี่ยงแล้วแต่หลายคนก็อาจจะกำลังเผชิญกับปัญหานี้อยู่ เพราะด้วยปัจจัยภายนอกและสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ที่ต้องพบเจอทุกวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 100% แต่วันนี้จะพาคุณไปเจาะลึกถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาเหล่านี้พร้อมวิธีบำรุงให้หน้ากลับมาสดใสได้ทั้งจากภายในสู่ภายนอกกันเลย


ทำไมหน้าโทรม ผิวหมองคล้ำดูไม่สดใส

ก่อนอื่นเราต้องรู้ก่อนว่าปัญหาผิวหน้าโทรมนี้เกิดจากอะไร แก้หน้าโทรม ได้อย่างไรบ้าง หากเรารู้ถึงปัญหาที่แท้จริงแล้วก็จะสามารถหลีกเลี่ยงและแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด มาดูกันว่าทำไมใบหน้าของหลายคนจึงดูโทรมและไม่สดใส

  • อาการเครียด : หากคุณมีอาการเครียดมาก ๆ ร่างกายจะรับรู้จะเริ่มหลั่งฮอร์โมนที่มีชื่อว่า Cortisol ออกมา ซึ่งเจ้าฮอร์โมนตัวนี้จะเข้าไปกระตุ้นให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันออกมามากขึ้นทำให้หน้ามัน พอหน้ามันแล้วสิวก็มักจะเกิดขึ้นทำให้ผิวของคุณดูโทรมและเกิดความหมองคล้ำนั่นเอง
  • รังสี UV : แสงแดดหรือรังสี UV เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ใบหน้าดูโทรมและแก่ก่อนวัยได้ หากคุณเผชิญกับแสงแดดเป็นระยะเวลานานโดยไม่มีการปกป้อง แสงแดดจะเข้าไปทำร้ายได้ลึกถึงโครงสร้างชั้นผิวหนัง ทำให้ผิวขาดคอลลาเจนและความชุ่มชื้น ส่งผลให้เกิดฝ้า กระ จุดด่างดำ ริ้วรอย และทำให้ผิวหน้าโทรมเร็วขึ้นได้
  • สภาพอากาศ : การอยู่ในที่ที่มีอากาศเย็น รวมถึงอยู่ในห้องแอร์จะทำให้ผิวหน้าแห้งและแตกเป็นขุยได้ เนื่องจากอากาศจะดูดซับความชุ่มชื้นของผิวหน้าไป ทำให้ใบหน้าแลดูไม่สดใสและเกิดความหมองคล้ำลง
  • พักผ่อนน้อย : การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอส่งผลเสียต่อร่างกายได้มากมาย นอกจากจะทำให้รู้สึกไม่สดชื่นแล้วก็ส่งผลต่อผิวหน้าได้ด้วยเช่นกัน เพราะขณะที่คุณนอนหลับนั่นร่างกายจะหลั่งโกรทฮอร์โมนซึ่งเป็นตัวช่วยซ่อมแซมผิวที่สึกหรอออกมา ทำให้ผิวเกิดความแข็งแรงมากขึ้น แต่หากคุณนอนน้อยร่างกายจะไม่สามารถหลั่งฮอร์โมนชนิดนี้ออกมาได้อย่างเต็มที่ ส่งผลให้ใบหน้าดูโทรมขึ้นนั่นเอง
  • ดื่มน้ำเปล่าน้อย : หากคุณดื่มน้ำเปล่าไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายจะเกิดภาวะขาดน้ำ ทำให้ผิวขาดความชุ่มชื้น แห้งกร้าน และดูไม่สดใส 

วิธี แก้หน้าโทรม บอกลาหน้าปัญหาหน้าหมองคล้ำ

1. ดื่มน้ำให้เพียงพอต่อร่างกาย

ดื่มน้ำให้เพียงพอต่อร่างกาย

วิธี แก้หน้าโทรม ที่ง่ายที่สุดก็คือ ‘การดื่มน้ำ’ ให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ซึ่งร่างกายของแต่ละคนนั้นต้องการปริมาณน้ำไม่เท่ากันโดยจะคิดปริมาณเป็น 1.5 เท่าของแคลอรีที่ควรได้รับในแต่ละวัน แต่โดยทั่วไปแล้วปริมาณน้ำส่วนใหญ่จะอยู่ที่ประมาณ 8-12 แก้วต่อวัน ยิ่งดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายมากเท่าไหร่ ผิวของคุณก็จะดูสดใสและชุ่มชื้นมากขึ้นเท่านั้น

2. ทาครีมกันแดด

ทาครีมกันแดด

ครีมกันแดด เรียกได้ว่าเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรหลีกเลี่ยงอย่างยิ่ง แม้ในวันที่คุณไม่ได้ออกจากบ้านการทาครีมกันแดดก็ยังคงเป็นหนึ่งไอเท็มที่ต้องใช้เป็นประจำทุกวัน เพราะนอกจากแสงแดดที่ทำร้ายผิวแล้วรังสีจากโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ หรือโทรทัศน์ก็ทำร้ายผิวหน้าได้เช่นกัน

3. รับประทานอาหารที่ให้คุณประโยชน์เยอะ

‘You are what you eat’ กินอะไรก็ได้อย่างนั้น ยิ่งคุณรับประทานอาหารที่ให้คุณประโยชน์ต่อร่างกาย ระบบต่าง ๆ ภายในรวมถึงภายนอกก็จะดีขึ้นด้วย ซึ่งอาหารที่มักจะให้คุณประโยชน์ก็จะเป็นจำพวก แซลมอน ทูน่า ปลาที่มีกรดโอเมก้า-3 และอื่น ๆ อีกมากมายที่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ

4. ดูแลผิวหน้าให้สะอาด

ดูแลผิวหน้าให้สะอาด

การดูแลผิวหน้าให้สะอาดก็ช่วยให้ใบหน้าดูสดใสและไม่หมองคล้ำได้ หากคุณล้างหน้าหรือดูแลผิวหน้าไม่ดีอาจการหมักหมมของสิ่งสกปรกต่าง ๆ ทำให้ผิวอุดตันและเกิดสิวขึ้นได้

5. ทาครีมบำรุงผิวเป็นประจำ

การทาครีมบำรุงผิวหรือเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนช่วยรักษาใบหน้าหมองคล้ำก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ช่วยทำให้ใบหน้ากลับมาดูสดใสขึ้นได้ 

6. เปลี่ยนพฤติกรรม

แก้หน้าโทรม

ให้คุณลองสังเกตพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันของตัวเองให้ดีว่าทำแบบไหนแล้วสิวขึ้น หรือทำแบบไหนแล้วหน้าจะดูโทรม ไม่สดใส และเปลี่ยนพฤติกรรมเหล่านั้น เช่น การเข้านอนให้ตรงเวลาและเร็วขึ้น การแบ่งเวลานอนกับเวลาทำงานอย่างชัดเจน การดื่มน้ำให้เพียงพอ ฯลฯ

7. ผลัดเซลล์ผิว

การสครับผิว ถือว่าเป็นการช่วยผลัดเซลล์ผิวได้อีกอย่างหนึ่งเพราะมันจะช่วยขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดออกไปได้ง่ายขึ้น ทำให้ผิวได้รับการขจัดความหมองคล้ำออกไปได้ ส่งผลให้ผิวดูสดใสและมีความกระจ่างใสมากยิ่งขึ้น แต่การสครับผิวก็ไม่ควรทำบ่อย ๆ เพราะผิวอาจบางได้ การผลัดเซลล์ผิวอาทิตย์ละ 1-2 ครั้งจะดีที่สุด ขอแนะนำ วิธีเลือกใช้สครับแบบไหนดีให้เหมาะกับผิว 

8. ลดความเครียด 

แก้หน้าโทรม

ยิ่งเครียด ก็ยิ่งโทรม ความเครียดส่งผลเสียต่อสุขภาพมากในหลาย ๆ ด้าน ยิ่งคุณเครียดมากเท่าไหร่มันก็จะยิ่งไปสัมพันธ์กับการทำงานของฮอร์โมนต่าง ๆ ในร่างกายที่อาจทำให้ผิวดูหมองคล้ำและไม่สดใสได้

9. งดการสูบบุหรี่

บุหรี่ ส่งผลเสียต่าง ๆ มากมายต่อร่างกายรวมถึงด้านผิวพรรณด้วย เพราะสารนิโคตินที่อยู่ในบุหรี่นั้นจะทำให้ระบบหมุนเวียนเลือดในร่างกายทำงานได้อย่างไม่เต็มประสิทธิภาพ ส่งผลให้เกิดอาการผิวแห้งและผิวเสียขึ้นได้ นอกจากนี้การสูบบุหรี่ยังเข้าไปขัดขวางระบบการดูดซึมอาหารที่จำเป็นต่อผิวทำให้ผิวเสียและดูโทรมได้เช่นกัน

10. มาสก์หน้า 

แก้หน้าโทรม

การมาสก์หน้า ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีแก้หน้าโทรมที่สามารถทำได้ง่าย ๆ ด้วยเช่นเดียวกัน เพราะมาสก์หน้านั้นหาซื้อได้ง่ายตามร้านทั่วไป การเลือกมาสก์หน้าสูตรที่ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวจะช่วยทำให้ใบหน้าดูอิ่มฟูขึ้น และดูสดใส ไม่หมองคล้ำ รวม 5 สูตรมาสก์หน้าเพิ่มความชุ่มชื่นให้กับผิว ที่ทำเองได้


10 อาหารบำรุงผิว แก้หน้าโทรม ช่วยให้ผิวดูสดใสได้จากภายใน

นอกจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำต่าง ๆ จะส่งผลต่อการมีผิวสวยและใบหน้าที่สดใสแล้ว การรับประทานอาหารบำรุงผิวก็สามารถช่วยปรับสภาพผิวจากภายในได้ด้วยเช่นกัน มาดูกันว่าอาหารที่ผิวต้องการ ยิ่งกินผิวยิ่งสวยจะมีอะไรบ้าง

1. หน่อไม้ฝรั่ง

แก้หน้าโทรม

หน่อไม้ฝรั่ง เรียกได้ว่าเป็นอาหารที่ช่วยบำรุงผิวได้อย่างแท้จริง เพราะเป็นแหล่งของวิตามินเอ วิตามินบี วิตามินซี รวมถึงแร่ธาตุอื่น ๆ อีกมากมาย นอกจากนี้ในหน่อไม้ฝรั่งยังอุดมไปด้วยกลูต้าไธโอนเป็นจำนวนมากและยังมีส่วนช่วยในการสร้างคอลลาเจนอีกด้วย ยิ่งกินเป็นประจำผิวของคุณก็จะยิ่งสดใสและกระจ่างใสแบบเป็นธรรมชาติ

2. ชาเขียว

ในชาเขียวอุดมไปด้วยโพลีนอลและแคเทซิน ซึ่งทั้งสองสิ่งนี้มีสรรพคุณในการช่วยปกป้องผิวจากแสงแดดและมลภาวะต่าง ๆ รวมถึงยังช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระและป้องกันการเสื่อมของร่างกายได้เร็วอีกด้วย ทำให้ผิวพรรณไม่แก่ก่อนวัย โดยการดื่มชาเขียวอุ่นจากธรรมชาติเรียกได้ว่าเป็นเคล็ดลับความเยาว์วัยของชาวญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้

3. ธัญพืช

แก้หน้าโทรม

ธัญพืช ไม่ว่าจะเป็นชนิดใดก็ตามล้วนมีประโยชน์ต่อผิวพรรณทั้งสิ้น เพราะในถั่วดำ ถั่วเหลือง ถั่วแดง ข้ามหอมนิล ลูกเดือย หรือข้าวซ้อมมือ มีกากใยสูงทำให้ระบบการขับถ่ายทำงานได้อย่างเป็นปกติ ส่งผลให้ผิวพรรณมีน้ำมีนวลและดูยืดหยุ่นขึ้น

4. มะเขือเทศ

หากพูดถึงอาหารบำรุงผิว เชื่อว่ามะเขือเทศคงเป็นตัวเลือกแรก ๆ ที่หลายคนอาจนึกถึงแน่นอน เพราะในมะเขือเทศนั้นเป็นทั้งแหล่งของวิตามินเอ วิตามินซี ไลโคปีน และสารแคโรทีนอยด์ที่มีส่วนช่วยในการต้านอนุมูลอิสระ ทำให้ผิวดูกระจ่างใสและยังช่วยต้านการอักเสบของผิวได้อีกด้วย ทำให้ป้องกันการถูกแสงแดดทำร้ายได้เป็นอย่างดี

5. ผลไม้ตระกูลส้ม

แก้หน้าโทรม

ผักและผลไม้ต่าง ๆ ที่อยู่ในตระกูลส้มมีประสิทธิภาพช่วยต้านอนุมูลอิสระได้อย่างดีเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็น ส้มสายพันธ์ุต่าง ๆ ส้มโอ เลมอน มะนาว หรือมะกรูด เป็นต้น ซึ่งผักและผลไม้เหล่านี้ประกอบไปด้วยวิตามินซีสูงและสารไฟโตนิวเทรียนต์ ทำให้ช่วยเร่งการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนัง ผิวจึงดูเปล่งปลั่งและสดใสมากยิ่งขึ้น

6. ฟักทอง

ในฟักทองมีไฟเบอร์และวิตามินต่าง ๆ สูง ทำให้ผิวมีความเด้งนุ่มและชุ่มชื้น พร้อมกับมีแร่ธาตุสำคัญต่าง ๆ ที่ช่วยผลิตคอลลาเจน ผิวจึงดูขาวอมชมพูได้เมื่อรับประทานอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ฟักทองยังช่วยแก้ไขปัญหาโรคผิวหนังได้อีกด้วยเช่นกัน

7. แซลมอน

แก้หน้าโทรม

ปลาแซลมอนอุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า-3 ที่ช่วยปกป้องด้านผิวพรรณและกระตุ้นการเกิดคอลลาเจนได้เป็นอย่างดี ทำให้สามารถต่อต้านริ้วรอยก่อนวัย ชะลอวัย และบำรุงผิวได้อย่างล้ำลึก ทำให้ผิวดูใสและเนียนขึ้นได้ทั้งผิวหน้าและผิวกาย

8. น้ำแร่

น้ำแร่มีประโยชน์มากมายต่อร่างกาย นอกจากจะทำให้ผิวดูชุ่มชื้นไม่แห้งกร้านแล้ว การดื่มน้ำแร่เป็นประจำยังช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยและทำให้ผิวแข็งแรงขึ้น เนื่องจากในน้ำแร่มีแร่ธาตุมากมายที่มีคุณสบบัติในการปรับสมดุลให้กับผิว

9. อะโวคาโด

อะโวคาโด เป็นแหล่งของไขมันดีที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวหนังและยังมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ทำให้ทั้งช่วยชะลอวัย เลือดลมสูบฉีดได้อย่างดี และทำให้ผิวนุ่มฟูสุขภาพดี

10. แตงกวา 

หลายคนคงอาจเคยเห็นคนนำแตงกวามามาสก์หน้า เพราะแตงกวานั้นมีคุณสมบัติในด้านของการเติมเต็มความชุ่มชื้นให้กับผิว ทำให้ผิวอิ่มน้ำ พร้อมกับช่วยลดอุณหภูมิให้กับผิว ทำให้ผิวเย็นลงและดูเนียนนุ่มได้อีกด้วย

หน้าหมองคล้ำ ไม่สดใส เป็นปัญหาที่แก้ได้ หากคุณต้องการ ‘แก้หน้าโทรม’ เพียงแค่ต้องเริ่มจากการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น นอนให้เร็วขึ้นหรือดื่มน้ำให้มากขึ้น ที่สำหรับอย่าลืมหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่มักจะทำให้เกิดปัญหาหน้าโทรมเช่นความเครียดหรือการสูบบุหรี่ด้วย นอกจากนี้ การรับประทานอาหารบำรุงผิว และ ขัดผิวขาว ก็สามารถช่วยปรับสภาพผิวของคุณให้ดูสดใส และเปล่งปลั่งขึ้นได้เช่นเดียวกัน 


อ้างอิง  

skin

สกินแคร์มีอะไรบ้าง ? เลือกใช้อย่างไรให้เหมาะกับสภาพผิว

December 14, 2022
สกินแคร์มีอะไรบ้าง

เรื่องของผิว ต้องบอกเลยว่าถ้าได้ศึกษาดี ๆ จะมีเรื่องราวที่เป็นมากกว่าเครื่องสำอางทั่วไป สำหรับในปัจจุบันนี้ผลิตภัณฑ์อย่างสกินแคร์ ได้รับความนิยมมากขึ้น ถ้าหากย้อนเวลากลับไปในสมัยก่อน คงจะมีแต่คุณผู้หญิงที่หันมาดูแลตัวเอง แต่ในปัจจุบันนี้คุณผู้ชายทั่วไปก็หันมาใช้สกินแคร์กันเป็นจำนวนมาก ด้วยผลกระทบอย่างมลพิษ แสงแดด ความเครียด ส่งผลโดยตรงต่อผิวหน้า ผิวกาย ดังนั้นเป็นเรื่องเร่งด่วนที่จะต้องรีบฟื้นฟูโดยเร็วเพราะเมื่อไหร่ที่ผิวเสีย บุคลิกของคุณก็จะดูไม่ดีตามไปด้วย ดังนั้นการดูแลผิวหน้าจึงเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนจะต้องอาศัยความเข้าใจอย่างแท้จริงในการดูแล วันนี้พวกเราจึงไม่พลาดที่จะพาทุกท่านไปแนะนำให้พบกับ “สกินแคร์” ซึ่ง สกินแคร์มีอะไรบ้าง เลือกแบบไหนให้เหมาะกับสภาพผิว ทุกข้อมูลของเรื่องนี้พวกเราได้รวบรวมมาอธิบายให้อ่านกันแบบเข้าใจง่ายแล้วในบทความนี้ ถ้าหากว่าคุณคืออีกหนึ่งคนที่กำลังหันมาดูแลผิวของตัวเอง ไม่ควรพลาดกับบทความนี้


สกินแคร์ คืออะไร ทำไมถึงต้องทา?

สกินแคร์มีอะไรบ้าง

ด้วยสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน ส่งผลเสียต่อผิวเป็นอย่างมาก ส่งผลให้เกิดอาการแพ้ หรือสีผิวที่เสียไม่สม่ำเสมอ ดังนั้นอีกหนึ่งหนทางสำหรับคนรักดูแลผิวนั่นก็คือ การใช้สกินแคร์นั่นเอง ซึ่งความหมายของสิ่งนี้จะตรงตัวเลยก็คือ เป็นผลิตภัณฑ์ที่บำรุงผิวหน้า โดยจะมีลักษณะหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นเจล ครีม มอยส์เจอไรเซอร์ รวมไปถึงครีมที่มีคุณสมบัติช่วยบำรุง พร้อมทั้งฟื้นฟูผิวแห้งเสีย ซึ่งจะเป็นการดูแลบำรุงผิวหน้า หรือ ผิวกายด้วยครีมบำรุงต่าง ๆ แต่สิ่งสำคัญของการใช้งานก็คือ จะต้องเลือกให้เหมาะกับผิวของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นคนผิวแห้ง ผิวมัน หรือ ผิวปกติ ก็จะต้องเลือกสกินแคร์ให้เหมาะสม เพื่อการปกป้องผิวได้อย่างเต็มที่ 


สกินแคร์ ใช้แล้วดีอย่างไร ? 

นี่จึงเป็นอีกหลายเหตุผลที่เห็นได้ว่า มีสกินแคร์หลากหลายยี่ห้อให้เลือกใช้งานจนไม่รู้เลยว่าจะเลือกแบบไหนดี แบบไหนที่เหมาะกับผิวของคุณ เพราะว่าแต่ละคนนั้นมีรูปแบบของผิวที่ไม่เหมือนกันบางคนก็ผิวมัน บางคนก็ผิวแห้ง ซึ่งการใช้สกินแคร์ก็ส่งผลต่อการระคายเคืองของผิวด้วยเช่นกัน ซึ่งสิ่งสำคัญก็คือการเลือกผลิตภัณฑ์ในการบำรุงผิวหน้า ผิวกาย รวมทั้งครีมบำรุงต่าง ๆ ก็จะต้องเลือกให้เหมาะกับผิว ซึ่งจะมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ 


สกินแคร์ กับ ประเภทของผิว

สกินแคร์มีอะไรบ้าง

การรู้ตัวเองว่ามีสภาพผิวแบบไหน เป็นเรื่องที่ดี เพราะว่าคุณจะสามารถใช้งานผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่เหมาะสมได้โดยที่ไม่ต้องกังวลเรื่องการแพ้ หรือ ระคายเคือง แต่การสำรวจตัวเองนั้นไม่ยาก สำหรับการตรวจสอบผิวก็ดูได้จากความสมบูรณ์ของผิว ถ้าดูแห้งกร้าน ก็คือ ผิวแห้ง ถ้าผิวมัน มักจะมีน้ำมันหล่อเลี้ยงอยู่ที่บริเวณหน้าตลอดเวลา โดยการดูแลผิวจะแบ่งตามประเภทของผิว ดังนี้ 

  • ผิวธรรมดา

ก่อนที่จะเลือกครีมบำรุงผิวสำหรับคนผิวธรรมดานั้น จะต้องรู้จักกับผิวตัวเองก่อนว่า มีผิวแบบไหน โดยผู้ที่ผิวแบบธรรมดา จะมีผิวที่มีน้ำมันบนใบหน้าในแบบพอดี ไม่มันจนเกินไป อีกทั้งผิวก็ยังมีความแข็งแรง สุขภาพดี ดูเปล่ง ไม่ค่อยมีริ้วรอย โดยรูปแบบผิวนี้จะมีข้อดีก็คือ ไม่ค่อยมองเห็นรูขุมขน ทำให้ไม่มีปัญหาผิวเรื่องสิว หรือ ฝ้า รบกวน แต่ข้อเสียก็คือ จะต้องดูแลผิวไม่ให้ขาดความชุ่มชื้นตลอดเวลา รักษาความสมดุลให้พอเหมาะ ไม่เช่นนั้นผิวก็จะเสียได้เช่นกัน 

การดูแลรักษาของผิวธรรมดา จะใช้ครีมบำรุงผิวที่ไม่เข้มข้น หรือ เบาบางจนเกินไป ใช้ครีมกันแดดทุกวัน สครับผิวอาทิตย์ละ 1 ครั้ง เพื่อขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว พร้อมยังคงความอ่อนเยาว์ต่อไป 

  • ผิวแห้ง

ลักษณะของคนผิวแห้ง จะเกิดภาวะการผลิตน้ำมันหล่อเลี้ยงผิวได้น้อย เวลาที่ล้างหน้า จะรู้สึกว่าหน้าแห้งตึง หน้าเป็นขุย มีริ้วรอยบาง ๆ ที่มองเห็นได้ นี่แหละคือคนผิวแห้ง ถึงแม้ว่าจะมีข้อดีเรื่องไม่มีปัญหารูขุมขน แต่ข้อเสียนั้นมีเพียบ ไม่ว่าจะเป็น ริ้วรอยที่มาเร็ว เมื่อมีสิวก็จะรักษายากกว่าคนผิวมัน เมื่อผิวแห้ง ก็จะยิ่งแดง ลอก แห้ง ระคายเคืองง่าย 

สำหรับการดูแลผิว ในผู้ที่มีผิวแห้งนั้น จะต้องใช้เนื้อครีมที่เข้มข้น ให้ความชุ่มชื้น พร้อมทั้งเติมความชุ่มชื้นในระหว่างวัน ใช้สเปรย์น้ำแร่เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นก่อนแต่งหน้า ใช้ครีมกันแดดที่ผสมมอยส์เจอไรเซอร์ ใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่ไม่มีฟอง ส่วนอาหารเสริมก็ให้เลือกทานน้ำมันปลาจะดีมาก เพราะจะทำให้ผิวดูแข็งแรงขึ้น พร้อมช่วยลดการอักเสบ หรือผื่นแพ้ได้ 

  • ผิวมัน 

สำหรับคนผิวมัน จะเกิดจากภาวะที่มีน้ำมันหล่อเลี้ยงผิวมากเกินไป เวลาที่ล้างหน้าภายใน 2 ชั่วโมงไปแล้ว ผิวก็จะเริ่มมันในส่วนของ ทีโซน แก้ม จมูก คิ้ว รูขุมขนกว้าง สิวเสี้ยนเกิดง่าย พร้อมกับสิวหัวดำบริเวณจมูกด้วย สำหรับข้อดีของผู้ที่มีผิวมันก็คือ เกิดริ้วรอยได้ยากกว่าคนผิวแห้ง ระคายเคืองยาก แต่ข้อเสียก็คือ จะเกิดสิวอักเสบได้ง่าย พร้อมกับเกิดสิวอุดตันก็เกิดได้ง่ายเช่นกัน 

สำหรับผิวมันให้ใช้โทนเนอร์ควบคุมความมัน ในรูปแบบที่ช่วยผลัดเซลล์ผิว รวมทั้งใช้แบบลดความมัน จะช่วยให้ละลายไขมันที่อุดตันในรูขุมขน หลีกเลี่ยงส่วนผสมที่เกี่ยวกับน้ำมัน โดยในช่วงหน้าร้อนจะต้องดูแลเป็นพิเศษ เพราะว่าช่วงนี้จะผลิตน้ำมันที่มากเกินไป เกิดสิวอุดตันง่าย พร้อมทั้งสิวอักเสบด้วย ดังนั้นการเลือกสกินแคร์จะต้องระวังเป็นพิเศษ ควรใช้ครีมบำรุงที่เนื้อบางเบา หรือผลิตภัณฑ์แบบสูตรน้ำแทนจะดีต่อผิวมากกว่าแบบอื่น

  • ผิวผสม

สำหรับผิวแบบผสมก็คือ การเกิดภาวะที่ผิวทั้งแห้ง ทั้งมัน ซึ่งอาจจะเกิดเป็นคนละจุดกัน โดยส่วนของผิวมันจะเกิดสิวง่าย ส่วนผิวแห้งก็จะลอกเป็นขุยได้ ซึ่งผิวลักษณะนี้จะมีข้อดีก็คือ เกิดริ้วรอยยากในจุดที่มัน แล้วก็จะไม่มีปัญหาเรื่องรูขุมขนกว้างในจุดที่ผิวแห้งด้วยนั่นเอง ส่วนที่เป็นข้อด้อยของผิวประเภทนี้ก็คือ การดูแลที่จะยากกว่ารูปแบบทั่วไป เพราะว่าแห้งกับมันเป็นส่วน ซึ่งการเลือกครีมอาจจะต้องปรับไปตามสภาพผิวของแต่ละจุดนั่นเอง

สำหรับการดูแล “ผิวผสม” จะใช้ครีมสองสูตร นั่นก็คือ จะต้องใช้คลีนเซอร์ทำความสะอาด  ซึ่งจะใช้ได้ทั้งผิวแห้ง รวมทั้งผิวมันด้วย โดยพยายามควบคุมความมันด้วการใช้โทนเนอร์เช็ดที่บริเวณผิว 

  • ผิวแพ้ง่าย

ผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย ค่อนข้างตรงตัว เพราะว่าผิวจะมีความสามารถในการปกป้องผิวลดลง ผิวจะอักเสบได้ง่าย ผิวอ่อนแอลง สุขภาพผิวไม่แข็งแรง ซึ่งจะใช้ครีมชนิดใด หรือสกินแคร์แบบไหน ก็จะต้องศึกษา เพราะว่าอาจจะแพ้น้ำหอม หรือสารสกัดภายในสกินแคร์นั้นด้วย 

การดูแลผิวแพ้ง่ายนั้นเหมือนจะยาก แต่ถ้าหากว่าคุณเองใช้ผลิตภัณฑ์ที่สามารถเคลือบผิวเอาไว้ โดยจะทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันให้กับผิว โดยคุณเองจะต้องหลีกเลี่ยงน้ำหอม แอลกอฮอล์ เพราะนี่คือสารที่จะทำให้ผิวของคุณเกิดความระคายเคือง โดยสกินแคร์ที่จะต้องใช้ จะต้องเลือกแบรนด์ที่อ่อนโยนต่อผิวอย่างมาก ดังนั้น มาเรียนรู้ ขั้นตอนการดูแลผิวหน้า เพื่อสุขภาพผิวที่ดีกัน


สกินแคร์มีอะไรบ้าง

สกินแคร์มีอะไรบ้าง

เห็นแบบนี้แล้วตัวของ “สกินแคร์” มีหลากหลายประเภท รวมทั้งคุณสมบัติที่แตกต่างกันด้วยเช่นกัน ถ้าหากว่าอธิบายเบื้องต้นคงจะยังไม่หมด ดังนั้น เราจึงได้รวบรวมประเภทของสกินแคร์ อีกทั้งประโยชน์ของผลิตภัณฑ์ดูแลผิวในแบบต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยมีคำตอบให้กับคนที่กำลังเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

1. Skin Cleansing Products สำหรับทำความสะอาด

สำหรับสกินแคร์ประเภทนี้จะมีหน้าที่หลักก็คือ ทำความสะอาด ชำระสิ่งสกปรกออกไปจากผิวกาย ไม่ว่าจะเป็น เหงื่อ ขี้ไคล ความมันบนใบหน้า ผิวกาย รวมทั้งฝุ่น และมลพิษต่าง ๆ ที่ได้รับมา ที่สำคัญเครื่องสำอางที่คุณผู้หญิงได้ใช้งานบนใบหน้า จะถูกสกินแคร์ประเภททำความสะอาด ชำระล้างไปจนหมด โดยรูปแบบก็มีหลากหลายไม่ว่าจะเป็นแบบเช็ดออกด้วยน้ำ หรือล้างออกด้วยน้ำ โดยจะมีตัวอย่างผลิตภัณฑ์สกินแคร์ประเภทนี้ที่พบได้ทั่วไปเลยก็คือ สบู่ก้อน สบู่เหลว เจลล้างหน้า เจลอาบน้ำ โฟมล้างหน้า รวมไปถึงโทนเนอร์ที่ใช้เช็ดทำความสะอาด เป็นต้น

2. Skin Whitening/Brightening Products ช่วยให้ผิวขาวกระจ่างใส

แน่นอนเลยว่ามีสำหรับทำความสะอาดแล้ว ก็จะต้องมีสกินแคร์ที่ช่วยบำรุงผิวให้กระจ่างใส โดยเราจะเรียกผลิตภัณฑ์ประเภทนี้ว่า “ไวท์เทนนิ่ง” นั่นเอง โดยจะมีคุณสมบัติที่จะช่วยให้ผิวดูกระจ่างใส ซึ่งจะเป็นประเภทที่คุณผู้หญิงที่รักในความงามรู้จักกันเป็นอย่างดี โดยหน้าที่หลักจะช่วยปรับสภาพผิวให้ดูขาวขึ้น กระจ่างใสขึ้น ซึ่งในปัจจุบันได้มีเครื่องสำอางหลายชนิด เพิ่มสารประเภทนี้เข้าไปทำให้ใช้แล้วดูผิวกระจ่างใสขึ้น โดยผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้จะใส่สารที่มีกลไกการออกฤทธิ์ทำให้สีผิวจางลง โดยจะมี 2 แบบ ได้แก่ Tyrosinase กับ Peroxidase 

โดยในรายแรกอย่าง Tyrosinase จะหมายถึงรูปแบบการยับยั้งเอนไซม์  ซึ่งการยับยั้งเอนไซม์ตัวนี้จะทำให้ไม่ไปเกินกระบวนการสร้างเม็ดสีเมลานิน ผิวจะดูกระจ่างใสขึ้น

ส่วนอีกหนึ่งรูปแบบอย่าง Peroxidase  จะหมายถึงการยับยั้งเอนไซม์อื่น ๆ ที่สามารถพบได้ในเซลล์มนุษย์  

3. Moisturizing Products ผลิตภัณฑ์เพิ่มความชุ่มชื้น

นอกจากการทำความสะอาดผิว แล้วยังช่วยให้ผิวขาวกระจ่างใส ผลิตภัณฑ์เพิ่มความชุ่มชื้นก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้ผิวดูขาวใส สวยเปล่งประกายเป็นธรรมชาติ ซึ่งหลาย ๆ คนอาจจะเรียกกันติดปากว่า moisturizer หรือมอยส์เจอไรเซอร์ นั่นเอง ซึ่งเป็นไอเทมที่สาว ๆ ขาดไม่ได้ เพราะว่าจะต้องบำรุงทุกวัน ด้วยคุณสมบัติที่จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นให้กับสาว ๆ ด้วย 

4. Anti-aging Products ผลิตภัณฑ์ชะลอวัย

สารต้านอนุมูลอิสระ เป็นอีกหนึ่งส่วนเสริมที่ช่วยลดริ้วรอย ซึ่งแน่นอนว่านี่คือสิ่งที่สาว ๆ ต้องการกับความหน้าเด็ก หน้าใส ดังนั้นผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจนี้ จึงเหมาะสำหรับคุณผู้หญิงที่อยากจะทำสักครั้งในชีวิต แล้วคุณเองก็จะเปลี่ยนไป สำหรับจุดเด่นของ Anti-aging Products นั้น จะสามารถผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไป แต่แค่ไปสร้างผิวใหม่ ให้ดีกว่าเดิมด้วยนั่นเอง นี่แหละคือผลิตภัณฑ์ที่แก้ปัญหาในเรื่องของการช่วยฟื้นฟูผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

5. Antiperspirants & Deodorants Products ผลิตภัณฑ์ระงับเหงื่อและระงับกลิ่นกาย

เห็นแบบนี้ ผลิตภัณฑ์ระงับเหงื่อและระงับกลิ่นกาย จัดเป็นสกินแคร์อย่างหนึ่งเช่นเดียวกัน เพราะว่าจะช่วยชำระล้างเรื่องกลิ่นกาย พร้อมกับส่งผลให้ผิวไม่เสียด้วย โดยจะมีจุดเด่นที่ให้คนทุกเพศทุกวัยได้พูดถึง กับสกินแคร์ที่จะเพิ่มความมั่นใจให้กับทุกคน มั่นใจว่าวันเหงื่อออกมาเยอะ แต่กลิ่นตัวก็ยังคงหอมแบบมั่นใจอยู่ 

6. Acne Product ผลิตภัณฑ์สิว

สกินแคร์ที่จะเน้นไปทางการรักษามากกว่าการบำรุง เพราะว่าผู้ที่มีปัญหาสิวนั้น จะต้องใช้ผลิตภัณฑ์รักษาสิว หรือว่าผู้ที่เป็นสิวประจำก็อาจจะต้องใช้สกินแคร์ในกลุ่มนี้ ส่วนประเภทของสิวนั้นก็มีหลากหลายรูปแบบ หลายชนิด ส่วนใหญ่แล้วจะขึ้นอยู่กับผิวหน้าด้วย แต่เมื่อไหร่ที่เป็นสิวก็จะต้องดูแลเป็นพิเศษ การใช้ครีม หรือสกินแคร์ที่บำรุงผิว ก็จะต้องคิดให้ดีก่อนใช้ เพราะอาจจะแพ้ระคายเคือง เกิดสิวเห่อหนักกว่าปกติได้ วิธีจัดการกับสิวฮอร์โมน

7. Sunscreen Products ผลิตภัณฑ์กันแดด

สำหรับครีมกันแดด คือพระเอกในเรื่องของการปกป้องผิวแบบ 90% โดยภายในครีมกันแดดจะประกอบไปด้วย เป็นส่วนประกอบของ Inorganic Sunscreens ที่เป็นกลุ่มที่ทำหน้าที่สะท้องแสงกลับไป หรือดูดแสงเอาไว้แล้วปล่อยออกมา ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งก็คือ Organic Sunscreens เป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่จะทำหน้าที่ดูดซับ หรือดูดซึมแสงเอาไว้ แน่นอนเลยว่ายังไงก็แล้วแต่ครีมกันแดด ยังคงมาเป็นอันดับ 1 ในเรื่องของสกินแคร์ที่ปกป้องผิวเป็นด่านแรก ส่วนประเภทอื่น ๆ ก็จะมีความสำคัญเช่นเดียวกัน 


ส่วนผสมที่มักจะอยู่ในสกินแคร์

สกิลแคร์ จะมีส่วนผสมที่ทั้งปลอดภัย รวมทั้งส่วนผสมที่หลาย ๆ คนอาจจะแพ้สารดังกล่าวได้ แน่นอนว่าในช่วงสุดท้ายของบทความนี้ พวกเราจะขอแนะนำกับ ส่วนผสมที่อยู่ในตัวของสกินแคร์ พร้อมกับข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการเลือกใช้ การตรวจสอบสารเคมีในเครื่องสำอาง เป็นต้น ซึ่งนี่คืออีกหนึ่งความรู้ที่คุณเองจะต้องทำความเข้าใจก่อนจะใช้สกินแคร์อย่างจริงจัง โดยมีเรื่องที่คุณเองจะต้องรู้ดังต่อไปนี้

ส่วนผสมที่เสี่ยงแก่การแพ้

ข้อสำคัญสำหรับการเลือกซื้อสกินแคร์ ใครที่ผิวแพ้ง่ายก็จะต้องหลีกเลี่ยงสารอันตรายดังต่อไปนี้ 

  • สารกลุ่มซัลเฟต 
  • สารกันเสีย จะทำให้ผิวของเราระคายเคืองได้
  • น้ำหอม จะทำให้ผิวของเราระคายเคืองได้ 
  • สีสังเคราะห์ 
  • ฟอร์มาลดีไฮด์ 
  • สารปรอท 
  • แอลกอฮอล์ จะทำให้ผิวของเราระคายเคืองได้

ถึงแม้ว่าสารเหล่านี้จะมีส่วนผสมอยู่ในจำนวนที่ไม่มากนัก แต่ทว่าสามารถทำให้เกิดอันตรายต่อตัวเองได้ แต่จะต้องระวังเป็นอย่างมาก เพราะเป็นส่วนผสมที่อาจจะทำให้คุณแพ้ง่ายเช่นกัน 

ส่วนผสมที่สำคัญ

สำหรับสกินแคร์ โดยทั่วไปแล้วจะต้องเรียนรู้ส่วนผสมต่าง ๆ ด้วย ตัวอย่างเช่น ครีมที่ใช้ลดเลือนริ้วรอย จะพบเจอกับสาร Retinol จะช่วยลดเลือดริ้วรอยต่าง ๆ โดยส่วนใหญ่แล้วสร้างจากวิตามินเอ ใน่ส่วนของครีมที่เพิ่มความกระจ่างใส ก็จะมี L-Ascorbic Acid  ส่วนผสมที่สกัดมาจากวิตามินซีมีหลายอย่าง  หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่า เรตินอล คืออะไร ?  ลองอ่านบทความนี้ดูก่อน

สกินแคร์ประเภทครีมกันแดด ก็จะมีค่า SPF และ PA  ที่สามารถปกป้องผิวจากแสงแดดได้ ซึ่งจะแนะนำค่า SPF ที่ปกป้องผิวเราจากแสง UVB ค่า SPF ที่แนะนำก็คือ 30 ขึ้นไป 


จะเห็นได้เลยว่า สกินแคร์มีอะไรบ้าง ซึ่ง “สกินแคร์” เป็นเหมือนอีกหนึ่งเรื่องที่เล็ก ๆ แต่เมื่อได้ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ จะทำให้คุณกลับมารักสุขภาพผิวมากขึ้น ถึงแม้ว่าจะเป็นจุดที่ดูแลง่ายก็ตาม แต่ทว่าความบอบบาง รวมทั้งการระคายเคืองที่อาจจะทำให้ผิวของคุณเปลี่ยนไปในทางที่แย่ลงเช่นกัน สำหรับทั้งหมดนี่ก็คือเรื่องราวของ ความหมายของ “สกินแคร์” ที่พวกเราได้รวบรวมมาให้อ่านกันหลายประเภท ซึ่งแต่ละแบบก็ตอบโจทย์สำหรับคนรักสุขภาพทั้งหมด สำหรับในช่วงนี้ทั้งอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย โรคระบาด COVID-19 ยังคงมีผู้ติดเชื้อเรื่อย ๆเช่นเดิม และทั้งหมดนี่ก็คือ เรื่องราวของสกินแคร์ที่พวกเราได้รวบรวมมาพวกเราหวังว่าจะเป็นข้อมูลดี ๆ ให้กับผู้ที่อยากจะหันมาดูแลสุขภาพกันด้วย


อ้างอิง

acne

สิวสเตียรอยด์รักษายังไง ให้หายขาดเร็วที่สุด

October 27, 2022
สิวสเตียรอยด์รักษายังไง

สิวสเตียรอยด์รักษายังไง ให้หายขาดเร็วที่สุด

อีกหนึ่งปัญหาผิวหน้า นอกจากกระ ฝ้า หรือ จุดด่างดำแล้ว ปัญหาสิว เป็นอีกเรื่องที่หนักใจมาก เพราะเมื่อเป็นทีไร จะต้องหมั่นดูแลรักษาให้ถูกวิธี ไม่เช่นนั้นแล้วจะหายยาก พร้อมกับทิ้งรอยแผลเป็น หรือรูขุมขนที่กว้างขึ้นด้วย นับได้ว่าเป็นปัญหาที่จัดการยากที่สุดรูปแบบหนึ่งเลยทีเดียว ยิ่งไปกว่านั้นผู้ที่เป็นสิวสเตียรอยด์ จะถูกขนานนามว่าเป็นประเภทที่รักษายากที่สุด สามารถเกิดขึ้นได้หลากหลายรูปแบบ ซึ่งอาการที่เป็น รวมทั้งวิธีการรักษาก็จะต้องแตกต่างกันไปตามชนิดของสิวนั่นเอง แต่ใครที่เป็นสิวประเภทนี้ขอบอกว่าให้ใจเย็น ๆ แล้วเราจะมาหาวิธีแก้ไปด้วยกันในบทความนี้ เพราะพวกเราจะพาไปรู้จักกับสิวแต่ละประเภท รวมทั้งวิธีการรักษา สิวสเตียรอยด์รักษายังไง ที่จะทำให้คุณหายขาดได้เร็วที่สุด พร้อมผิวหน้าที่กลับมาเนียนใส ไร้สิว ได้อีกครั้ง ซึ่งรายละเอียดจะเป็นอย่างไร ติดตามอ่านกันได้ในบทความนี้ 


สิวสเตียรอยด์ เกิดขึ้นได้อย่างไร

สิวสเตียรอยด์รักษายังไง

สาเหตุที่ทำให้เกิดสิว มีได้หลากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นพันธุกรรม สภาพแวดล้อม อาหาร การแพ้สารเคมี  แพ้อาหาร รวมไปถึงความสะอาดของใบหน้า การอุดตันของของรูขุมขน แต่สำหรับ สิวสเตียรอยด์นั้น จะเป็นภาวะที่มีอาการ สิว เกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ จะเกิดกับผู้ที่ได้รับ สารสเตียรอยด์ ติดต่อกันเป็นเวลานานนั่นเอง แต่ก่อนอื่นเลยต้องไปรู้จักกับเจ้าสารสเตียรอยด์กันก่อน เพราะในวงการแพทย์นั้น เจ้าสารชนิดนี้คืออะไร แล้วทำไมถึงได้มีการรับเข้าสู่ร่างกาย 

สำหรับสาร สเตียรอยด์ คือ ชื่อสั้น ๆ ของยาในกลุ่ม corticosteroid โดยยาในกลุ่มนี้จะเป็นยาที่มีสรรพคุณในการ ต้านการอักเสบ ได้ทั่วร่างกาย สำหรับในวงการแพทย์นั้น จะนำมาใช้ประโยชน์ในการรักษาอาการอักเสบของร่างกาย หรือใช้ในการกดภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยที่ผิดปกติ ซึ่งมีหลากหลายแบบเช่นกัน 


รูปแบบของสาร สเตียรอยด์ มี 3 แบบ

สาร สเตียรอยด์ จะมีรูปแบบด้วยกัน 3 แบบก็คือ แบบฉีด, กิน รวมทั้งการ ทา นั่นเอง ถ้าเกิดว่ามีการใช้สาร สเตียรอยด์ ในปริมาณที่ไม่มากนัก หรือไม่ได้ใช้ต่อเนื่องนาน ๆ จะไม่มีผล หรืออาการข้างเคียงใด ๆ แต่ถ้าหากว่าร่างกายได้รับ สเตียรอยด์ ในปริมาณที่ค่อนข้างสูง อีกทั้งยังต่อเนื่องเป็นเวลานาน จะทำให้เกิดผลข้างเคียงต่อร่างกายหลายประการด้วยกัน ตัวอย่างเช่น มีอาการบวม มีแผลทางเดินอาหาร ส่งผลให้กระดูกพรุน ต่อมหมวกไตทำงานผิดปกติ ผิวหนังบาง รวมทั้ง การเป็นสิว หรือเป็นผื่นด้วย 

ประโยชน์ของสาร สเตียรอยด์ ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่ดี และไม่ดี เพราะถ้าใช้รักษาในบางโรค หรืออาการเจ็บป่วยบางอย่าง จะช่วยให้ได้ผลดีต่อโรคนั้น แต่ถ้าหากว่าได้รับสารชนิดนี้ต่อเนื่องกันไปนาน ๆ ก็จะมีผลข้างเคียงตามมาได้ ส่วนเรื่องของ สิวสเตียรอยด์ ก็มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้เพราะการรับสารชนิดนี้มากเกินไปนั่นเอง


ผลิตภัณฑ์ผสมสเตียรอยด์แบบทา

ด้วยกระแสนิยมในเรื่องของ ผิวสวย ผิวขาว มาแรงเป็นอย่างมาก เพราะส่วนใหญ่แล้ว คุณผู้หญิง หรือ คุณผู้ชายที่หันมาดูแลตัวเอง ก็อาจจะตกเป็นเหยื่อของครีมเถื่อน ที่ไม่ผ่าน อย. รวมไปถึง ครีมหน้าใส สบู่ล้างหน้า ครีมกันแดด และ ยารักษาสิว โดยทางผู้ผลิตอาจจะมีการแอบผสม สเตียรอยด์แบบชนิดทา ใส่ในผลิตภัณฑ์เหล่านี้ ซึ่งใช้ตอนแรกก็จะเห็นผลดี ผิวขาวเร็ว หน้าใส ไร้สิว แต่รู้หรือไม่ว่า เมื่อใช้เป็นเวลานานจนสาร สเตียรอยด์ เข้าไปสะสม จึงทำให้เกิดผลข้างเคียงตามมาได้ นี่แหละคือต้นเหตุส่วนใหญ่ที่สาว ๆ หลายคนเกิดปัญหาเรื่องของ “สิวสเตียรอยด์”


อาการและประเภทของ สิวสเตียรอยด์

สิวสเตียรอยด์รักษายังไง

สำหรับอาการของสิวสเตียรอยด์  จะมีผื่นคล้ายสิว มีหลายแบบ แต่มีอาการโดยรวมที่ทำให้ต้องหาทางรักษาคือ ตุ่มแดง ตุ่มหนอง มีอาการคัน โดยถูกแบ่งประเภทของสิวสเตียรอยด์ได้ดังต่อไปนี้ 

  • สิวสเตียรอยด์ สิวแท้ : เริ่มต้นกันด้วยสิวแท้ ซึ่งจะหมายถึง สิวที่เกิดจากการอุดตันของรูขุมขน แต่กลไกการเกิดสิวนั้น จะต่างจากสิวโดยทั่วไป เพราะว่าจะเกิดจากการที่มีน้ำมันอุดตันอยู่ในรูขุมขนมากเกิน บวกกับมีสิ่งสกปรกอุดตันที่ผิว เกิดรวมขึ้นเป็น คอมิโดน หรือ สิวอุดตัน หลังจากนั้นก็ขยายขึ้นเป็นหัวสิวขนาดเล็ก หรือ ใหญ่ ได้หลายแบบ รวมทั้งถ้าหากมีเชื้อแบคทีเรียที่มากเกินไป ก็จะกระตุ้นกลายเป็นสิวอักเสบ มีอาการบวมได้ แต่ทว่า สิวสเตียรอยด์จะเริ่มเกิดจากการอักเสบของเซลล์บุรูขุมขนพร้อมกัน รวมทั้ง ของเสียก็ถูกขับออกมารวมกับน้ำมัน ทำให้เกิดการอุดตัน จึงเกิดเป็นสิวสเตียรอยด์ขึ้น ด้วยการเกิดสิวที่ต่างกันนี้ จึงทำให้สิวสเตียรอยด์นั้น แตกต่างจากสิวทั่วไปอยู่ตรงที่ มีลักษณะเป็นปื้น เป็นกระจุก ประทุทุกรูขุมขน โดยทุกเม็ดจะดูคล้ายกันขนาดเท่ากัน ไม่ได้ขึ้นกับระยะสิว จะต่างจากสิวปกติ ที่จะมีหัวเปิด หัวปิด รวมทั้งขนาดปะปนกันขึ้นกับระยะของสิวด้วย นี่แหละคือข้อแตกต่างที่ สิวสเตียรอยด์ ทำร้ายผิวได้มากกว่า สิวทั่วไป
  • สิวเทียม หรือรูขุมขนอักเสบจากเชื้อรา : สำหรับสิวประเภทนี้จะถูกเรียกได้อีกหลายชื่อ ไม่ว่าจะเป็น สิวยีสต์ หรือ สิวเชื้อรา หรือ สิวเทียม โดยจะมีลักษณะคล้ายสิว ที่กลไกเกิดจากากรที่สเตียรอยด์ไปกดภูมิคุ้มกันที่ผิวหนังจึงเสียสมดุล ซึ่งโดยปกติแล้วเราจะมีเชื้อนี้ที่ผิวกันอยู่แล้ว แต่ถ้าไม่ทำให้มีอาการผิดปกติก็จะไม่เกิดอะไรขึ้น แต่ถ้ามีการเติบโตที่เพิ่มมากขึ้นเกินความจำเป็น จะกระตุ้นให้รูขุมขนอักเสบ และ ติดเชื้อได้ สำหรับบางรายอาจจะมีอาการรูขุมขนอักเสบร่วมด้วย ตัวอย่างเช่น มีตุ่มนูนแดง ตุ่มหนอง รวมทั้งมีอาการคันร่วมด้วย
  • ภาวะโรซาเซียจาก สเตียรอยด์ : สำหรับภาวะนี้คือสิวอีกรูปแบบหนึ่ง แต่ถูกเรียกว่าเป็นภาวะ โรซาเซียจาก สเตียรอยด์ แทน โดยจะมีลักษณะอาการคือ เป็นตุ่มนูนแดง ตุ่มหนอง คล้ายรูขุมขนอักเสบ แต่ตุ่มนั้นจะมีขนาดใหญ่กว่า ซึ่งจะเกิดบริเวรตำแหน่งหัวคิ้ว รอบจมูก รวมทั้งรอบริมฝีปาก อีกทั้งจะมีอาการผิวแดงขึ้น เวลาอากาศร้อนก็จะมีอาการคันร่วมด้วย โดยบางครั้งก็จะเห็นเป็นริ้วของเส้นเลือดฝอยร่วมด้วย ซึ่งสาเหตุของการเกิดภาวะนี้ก็คือ การใช้สเตียรอยด์ ทำให้ภูมิคุ้มกันที่ผิวหนังเสียสมดุล เชื้อไรรูขุมขน ที่เรียกว่า Dermodex มีการเติบโตมากเกินไป นอกจากนั้น การใช้สเตียรอยด์ยังทำให้มีการสร้างเส้นเลือดฝอยบนผิวหนังมากขึ้น จึงทำให้มีอาการของโรซาเซียเกิดขึ้นนั่นเอง

สำหรับประเภทของสิวทั้ง 3 แบบนี้ ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่ส่วนใหญ่แล้วอาจจะเกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติได้เพียง สิวแท้ หรือ สิวเทียม ดังนั้นแล้ว ในผู้ใช้สารสเตียรอยด์ จะมีโอกาศเกิดขึ้นในรูปแบบของสิวที่อาจจะรุนแรง เป็นหนอง อักเสบ โดยเกิดจากการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีสารอันตรายชนิดนี้ผสมอยู่ ดังนั้นแล้วเราจะต้อง สังเกต ศึกษา เรื่องเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่จะใช้งานอย่างละเอียด ก่อนการซื้อ และ ก่อนการใช้งานด้วย 


ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมสเตียรอยด์ สังเกตได้อย่างไร

สาเหตุหลักของสิวสเตียรอยด์ เกิดจากการที่ร่างกายได้รับสเตียรอยด์มาเป็นเวลานาน รวมทั้งเป็นผลข้างเคียงที่อันตรายมาก เพราะเมื่อเกิดสิวชนิดนี้อาจจะทำให้ใบหน้าของคุณกว่าจะกลับมาเรียบเนียนได้อีกครั้งนั้นค่อนข้างที่จะต้องใช้เวลานาน รวมทั้งความอดทนในการรักษาด้วย อย่างไรก็ตามเราจะต้องเริ่มต้นด้วยการเฝ้าระวังการใช้ครีมบำรุงผิว ครีมกันแดด ที่มีส่วนผสมของสารอันตรายนี้ ด้วยวิธีการสังเกตดังต่อไปนี้ 

  • แหล่งที่มาของครีม เช่น ครีมที่ขายใน Facebook, Instagram รวมทั้ง โลกออนไลน์ทุกชนิด ครีมกันแดด เซรั่ม มาสก์หน้า รวมไปถึงสบู่ที่อวดอ้างว่าแก้สิว ผิวขาว หน้าใส อื่น ๆ อีกมากมาย ที่ดูแล้วไม่มีการรับรอง 
  •  มีการโฆษณาสรรพคุณว่าเห็นผลครั้งแรกที่ใช้ เห็นผลในขวดเดียว เห็นผลใน 7 วัน บอกเลยว่าคำเหล่านี้อันตราย 
  • มีการอวดอ้างว่าช่วยทุกอย่าง หน้าใส ลดสิว ลดฝ้า ในขวดเดียว ขวดเดียวนี่เกินไป 
  • การรีวิวของสินค้า ก่อนใช้กับหลังใช้ ที่ดูไม่น่าเชื่อถือ 
  • ครีมในอินเทอร์เน็ต บอกว่ามี อย. แต่ก็ต้องพึงระวังเพราะตอนที่จด อย. อาจจะใช้ส่วนผสมอีกแบบหนึ่ง เจ้าหน้าที่ไม่ได้ตรวจทุกล็อตการผลิต ต้องระวังขั้นสูงสุด 

ทั้งหมดนี่เป็นเพียงข้อสังเกตเบื้องต้น ซึ่งในปัจจุบันก็อาจจะยังพบเห็นได้อยู่ในโลกโซเชียลมีเดีย รวมทั้งการขายทางออนไลน์ทั่วไป นอกจากสารอันตรายอย่างสเตียรอยด์นั้น อาจจะยังพบสารชนิดอื่นที่โรงงานผลิตอาจจะผสมเข้ามาเพิ่ม ซึ่งต้องบอกเลยว่ามีข่าวในการจับกุมครีมผสมสารอันตรายอยู่บ่อยครั้งเหมือนกัน ดังนั้นต้องระวังขั้นสูงสุด ดังนั้นครีมหรือผลิตภัณฑ์ที่ซื้อ ควรจะมีข้อมูลดังต่อไปนี้

  • เป็นแบรนด์ผลิตภัณฑ์ที่มีความน่าเชื่อถือ พร้อมทั้งซื้อจากร้านขายยา หรือร้านขายเครื่องสำอางชื่อดังในห้างสรรพสินค้า 
  • การซื้อผ่านทางอินเทอร์เน็ต จะต้องเป็นเว็บไซต์ทางการของแบรนด์นั้น เพราะจะเป็นสิ่งที่น่าเชื่อถือมากที่สุด 

รู้ได้อย่างไรว่าซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีสเตียรอยด์ผสม

การระบาดของครีมเถื่อน หรือผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ สเตียรอยด์นั้นมีมากมายจนยากมากที่จะจับได้ทันควัน แต่อย่างไรก็ตามยังมีคนที่หลงเชื่อ รวมทั้งสั่งซื้อมาใช้งาน ถ้าหากว่าคุณเองสงสัยว่าผลิตภัณฑ์ที่ซื้อมานั้นมีส่วนผสมของ สเตียรอยด์หรือไม่ จะมีหลักสังเกตได้ดังต่อไปนี้ 

  • จะมีความรู้สึกว่า สิวหายเร็ว ฝ้าจางได้เร็วกว่าปกติ ซึ่งโดยปกติแล้วถ้าเป็นการทายารักษาสิว หรือฝ้าโดยทั่วไป จะใช้เวลาเฉลี่ยอย่างน้อยประมาณ 2 สัปดาห์ อาการจะเริ่มดีขึ้นตามลำดับ หรือ จะใช้เวลากว่า 1-2 เดือนเลยทีเดียวกว่าจะเห็นผล แต่ถ้าเพียงไม่กี่วันนั่นจะต้องสงสัยเอาไว้เลยว่าผลิตภัณฑ์ที่ใช้ต้องมีส่วนผสมอื่นปนอยู่แน่
  • สำหรับข้อนี้จะเหมือนกันกับข้อแรกคือ หน้าตาจะใส่ผิดปกติ เห็นผลเร็วภายใน 5-7 วัน ผมผื่นต่าง ๆ ก็ยุบ ผิวเนียน เปลี่ยนไปจากเดิม ภายใน 3 วันเท่านั้น
  • อีกหนึ่งข้อสังเกตคือ เมื่อใช้ไปสักพักหน้าจะเริ่มใส จนเห็นเส้นเลือด หรือมีไรขนขึ้นที่บริเวณหน้า แล้วมีสิวเริ่มขึ้นมา 
  • สำหรับในบางรายนั้น เมื่อใช้เป็นประจำจะไม่มีปัญหาใด แต่เมื่อหยุดใช้สิวก็จะบุก หรือมีผดผื่นขึ้นบนใบหน้า 
  • เมื่อซื้อผลิตภัณฑ์มาแล้ว ก็ยังมีวิธีทดสอบด้วยการตรวจกับชุดทอสอบสเตียรอยด์ ได้เช่นกัน 

อย่างไรก็ตามผิวหน้า หรือผิวกายที่ได้รับการบำรุงจากผลิตภัณฑ์ หรือเครื่องสำอางต่าง ๆ ก่อนที่เราจะซื้อ หรือใช้งาน ก็จะต้องมีการตรวจสอบอย่างชัดเจน ไม่เช่นนั้นแล้วจะเกิดผลร้ายกันตัวเองได้ แต่ถ้าใครที่พลาดไปใช้งานผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ จนเกิดผลข้างเคียงอย่าง สิว หรือผดผื่น ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั้น ต้องเข้าสู่กระบวนการรักษาให้ถูกต้องตามขั้นตอน ซึ่งจะต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์ผิวหนัง พร้อมทั้งความอดทนที่จะต้องผ่านช่วงเวลาอันเลวร้ายไปให้ได้ 


สิวสเตียรอยด์รักษายังไง

สิวสเตียรอยด์รักษายังไง

สำหรับทุกปัญหานั้นมีทางออกเสมอ เมื่อคุณหรือคนใกล้ตัวของคุณเป็นสิวสเตียรอยด์ หรือมีปัญหาสิวทั่วบริเวณใบหน้า ควรให้กำลังใจ พร้อมทั้งช่วยกันหาทางแก้ไข เพราะว่าสิวชนิดนี้สามารถรักษาให้หายขาดได้ พร้อมหน้าตาที่กลับมาสดใสเช่นเดิม เพียงแต่จะต้องใช้ความอดทน วินัย ในการดูแลรักษาหน้า โดยมีวิธีการรักษาดังต่อไปนี้ 

เลิกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ สเตียรอยด์ 

เมื่อเราพบว่ามีสิวขึ้น หรือคิดว่าเป็นผลข้างเคียงจากผลิตภัณฑ์ที่ใช้ดูเหมือนจะมีสารสเตียรอยด์ผสมอยู่ ให้หยุดใช้ผลิตภัณฑ์นั้นทันที หลังจากที่หยุดใช้แล้วนั้น จะมีอาการสิวเห่อมากขึ้น มีผื่นขึ้น อาการจะแย่ลง แต่ทว่าวิธีรักษาคือวิธีนี้แหละ ที่จะต้องปล่อยให้ความอดทนที่มีใช้ในจุดนี้ อีกทั้งห้ามเด็ดขาดที่จะไปซื้อผลิตภัณฑ์รักษาผิวมาใช้ด้วยตัวเอง เพราะเราเองยังไม่รู้เลบยว่าผลิตภัณฑ์นั้นมีส่วนผสมของสเตียรอยด์ หรือสารตัวใด ถ้ายิ่งใช้ยารักษาก็อาจจะเป็นหนักมากกว่าเดิม แนะนำ รวมวิธีลดความมันบนใบหน้า เพื่อป้องกันการเกิดสิว

รักษาสิวสเตียรอยด์ ด้วยตัวเอง

ต่อจากวิธีแรก เมื่อยังไม่สะดวกที่จะไปพบแพทย์ หรือยังมีอาการที่ไม่รุนแรงมาก ขอแนะนำให้ใช้ยารักษาด้วยตัวเอง ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ 

  • เลือกการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ดูแลผิวหน้าทุกชนิดจะต้องใช้สูตรที่ไม่มีส่วนผสมของ AHA BHA โดยมีผลิตภัณฑ์ตั้งแต่สบู่ล้างหน้า ครีมบำรุง ที่เป็นสูตรอ่อนโยนต่อผิว เพราะส่วนผสมของไวท์เทนนิ่ง อาจจะทำให้ระคายเคืองผิวได้ รวมทั้งทำให้หน้าแห้งลอกมากขึ้น แต่เลือกส่วนผสมของสารเพื่มความชุ่มชื้น เช่น Alovera Vitamin E Ceramide
  •  ใช้ยาทากลุ่มรักษาสิวบางชนิดที่มีตามร้านขายยา ตัวอย่างเช่น ยา Benzac หรือ Clinda M แต่ทว่าก่อนที่จะใช้ต้องมั่นใจว่าผิวของเรานั้น ไม่แพ้ง่าย เพราะถ้าแพ้ง่ายก็จะมีอาการระคายเคืองขึ้นไปอีก 
  • การรักษาสิวสเตียรอยด์นั้น ผู้ที่รักษาตัวจะต้องเข้าใจว่า เป็นอาการที่ใช้ระยะเวลาการรักษายาวนานมาก อย่างน้อยประมาณ 3 เดือน ถึงจะเห็นผล หรือดีขึ้น ต้องใช้ความอดทนเป็นอย่างมาก 
  • ในกรณีที่มี สิวสเตียรอยด์ รุนแรงมาก คือ มีสิวเห่อเต็มหน้า มีหนอง มีตุ่มปริมาณมาก จะมีอาการคันร่วมด้วย ซึ่งจะมีคำแนะนำที่สำคัญคือ ให้แพทย์ช่วยวินิจฉัยอาการ จะได้วางแผนการรักษาอย่างถูกต้อง รวมถึงวิธีรับมือ ปัญหาผิวกับสิวฮอร์โมน

รักษาสิวสเตียรอยด์ โดยแพทย์

สำหรับวิธีการรักษาสิวสเตียรอยด์ โดยแพทย์นั้นจะมีวิธีการรักษาได้หลายวิธี ซึ่งนั่นก็จะแบ่งออกไปตามความรุนแรงของอาการคนไข้แต่ละราย ซึ่งจะมีความแตกต่างกัน โดยคำแนะนำของแพทย์จะมีด้วยกันดังนี้

  • รักษาโดยใช้ยาชนิดทา จะทำให้ละลายหัวสิว ฆ่าเชื้อสิว 
  • ผลิตภัณฑ์อื่น ที่เหมาะกับสภาพผิว ตัวอย่างเช่น สบู่ล้างหน้า ครีมบำรุง ครีมกันแดด แนะนำ กันแดดสําหรับคนเป็นสิว
  • รักษาโดยการให้ยา ลดการทำงานของต่อมไขมัน ยาฆ่าเชื้อต่าง ๆ เพื่อลดสิว 
  • มีการรักษาเสริม เพื่อให้มีประสิทธิภาพการเห็นผลเร็วขึ้น ตัวอย่างเช่น การกดสิว ทรีทเมนท์ลดสิว เลเซอร์ ฉายแสง 

ซึ่งการดูแลของแพทย์นั้นก็จะแตกต่างกันไปด้วย เพราะว่ากลุ่มรักษาสิวสเตียรอยด์นั้นมีหลายกลุ่ม ซึ่งจะขึ้นอยู่กับว่า สิวชนิดนั้น เป็นสิวแท้ หรือสิวยีสต์ โดยจะให้ยารักษาตามอาการรวมทั้งเป็นยาที่ปลอดภัย เพราะได้รับการตรวจสอบโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเรียบร้อยแล้ว 


ทุกคำถาม เกี่ยวกับการรักษา 

สำหรับการรักษาสิวสเตียรอยด์ นั้น จะมีคำถามที่หลากหลายมากจากผู้ที่เข้ารับการรักษา เพราะมีความกังวลใจ รู้สึกไม่ไว้ใจ เพราะเคยพลาดใช้ครีมที่มีสารอันตราย หรือ การระคายเคืองมาครั้งหนึ่งแล้ว แต่ทุกคำตอบต่อจากนี้จะทำให้คุณสบายใจได้อย่างแน่นอน 

1. ระยะเวลารักษา สิวสเตียรอยด์ 

การรักษาสิวสเตียรอยด์ นั้นส่วนใหญ่แล้วจะใช้เวลานานมากกว่าสิวทั่วไป เนื่องจาก สิวชนิดนี้จะมีสาเหตุภูมิคุ้มกันที่น้อยลง ผิวก็ยังไม่แข็งแรง ทำให้การรักษา จะต้องใช้เวลาในการปรับตัว ปรับยา ให้ผิวกลับมาฟื้นตัวแข็งแรงเต็มที่ ส่วนระยะเวลาของการรักษานั้น จะขึ้นอยู่กับว่าเราได้ใช้ผลิตภัณฑ์ ที่มีสารสเตียรอยด์มานานเท่าไหร่ โดยปกติแล้ว การรักษาจะอยู่ที่เริ่มต้น 3 เดือน ไปจนถึง 6 เดือน และ 1 ปี

2. ตอบคำถามเรื่องการกดสิวสเตียรอยด์ 

การรักษาแบบเสริมอย่างหนึ่งที่ถูกพูดถึง นั่นก็คือ การกดสิว ซึ่งในกรณี สิวสเตียรอยด์นั้น จะต้องเป็นสิวชนิดสิวอุดตัน แบบมีหัวสิว ซึ่งจะช่วยให้การรักษาสิวแบบนี้เร็วมากขึ้น แต่ทว่า การกดสิวนั้น จะต้องดูแลโดยแพทย์ หรือ ผู้เชี่ยวชาญ เพราะควรทำอย่างถูกวิธี ปลอดเชื้อ ถึงจะปลอดภัย 

ซึ่งการกดสิวในรูปแบบที่ไม่ถูกวิธี หรือ แบบไม่ปลอดเชื้อนั่น จะยิ่งมีความเสี่ยงให้ผิวหนังจากเดิมที่ไม่แข็งแรง มีภูมิคุ้มกันผิวที่ไม่ดีตามไปด้วยนั่นเอง อีกทั้งยังเสี่ยงติดเชื้อง่ายกว่าปกติ สามารถเกิดการอักเสบ ลุกลามขึ้นได้ รวมไปถึงการทิ้งรอยแผลเอาไว้นานกว่าเดิมด้วย 

3. ควรรักษาสิวสเตียรอยด์ ได้ที่ไหน 

สำหรับการรักษาสิว ซึ่งเกี่ยวกับผิวหน้าโดยตรง คุณจะต้องเลือกสถานที่อย่าง คลินิก หรือ โรงพยาบาล ที่ได้รับการรับรอง มีความน่าเชื่อถือ มีชื่อเสียง ถึงแม้ว่าจะมีค่ารักษาพยาบาลที่ค่อนข้างสูง แต่ถ้าการันตีว่าหาย หรือ ให้ผิวหน้าดีขึ้น ก็นับได้ว่าเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกได้เช่นกัน 

ดังนั้นแล้ว ควรปรึกษาในกลุ่มเพื่อน หรือ ในกลุ่มที่เคยเป็นสิวสเตียรอยด์ด้วยกัน จะได้รับคำแนะนำดี ๆ เกี่ยวกับสถานที่รักษา แต่อย่าลืมเรื่องมาตรฐานความปลอดภัย ราคา และ ความใส่ใจของแพทย์ เพราะว่าจะต้องรักษาอย่างต่อเนื่อง การดูแลที่มีมาตรฐานที่ดี จึงเป็นคลินิกที่ไม่ควรจะมองข้ามไป 


ทั้งหมดนี่คือเรื่องของ สิวสเตียรอยด์รักษายังไง สิว ที่ไม่สิวเลยแม้แต่น้อย เพราะถ้าเกิดว่าใครเคยเป็นสิวสเตียรอยด์ จะทราบดีว่ามันจะมีความรู้สึกเป็นอย่างไร ดังนั้นแล้ว ใครที่กำลังคิดที่จะใช้ครีมราคาถูก แต่มีการรีวิวที่ดี โฆษณาชวนเชื่อ หรือ แม้กระทั่งการหลอกขายผลิตภัณฑ์เถื่อนบนโลกออนไลน์ ก็จะต้องระวัง เช็กให้ดี ไม่เช่นนั้นแล้วผิวหน้า หรือผิวกายของคุณจะได้รับสารอันตรายอย่างสเตียรอยด์เข้าไป ซึ่งถ้ายิ่งเข้าไปในปริมาณที่มากก็จะยิ่งส่งผลเสียให้ร่างกายมากเท่านั้น

สำหรับใครที่เป็นสิวชนิดนี้อยู่ไม่ต้องเป็นกังวล เพียงแค่ใช้ความอดทน รวมทั้งวินัยในการทานยา หรือ ทายา ใบหน้าที่สวยงามของคุณ จะกลับมาสวยงามได้อีกครั้งอย่างแน่นอน ถึงแม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่ คุณจะต้องมีความมุ่งมั่น มีเป้าหมาย ทำตามแผนการรักษาอย่างต่อเนื่อง ห้ามใช้ทางลัดอื่น ๆ ที่ดูไม่เหมาะสม ไม่อย่างนั้นแล้วใบหน้าของคุณอาจจะต้องมีรอยแผล และเสียโฉมไปตลอดกาล สุดท้ายนี้ขอเป็นกำลังใจให้สำหรับผู้ที่กำลังต่อสู้กับสิวแพ้สาร หรือสิวสเตียรอยด์ ขอให้สภาพผิวหน้า หรือผิวกายกลับมาสู่ภาวะปกติ 


อ้างอิง