skin

รูขุมขนกว้างทำไงดี  รวมวิธีให้ผิวกลับมากระชับดังเดิม 

August 9, 2022
รูขุมขนกว้างทำไงดี

รูขุมขนกว้างทำไงดี ? รวมวิธีให้ผิวกลับมากระชับดังเดิม

รูขุมขนกว้างทำไงดี ? รูขุมขนกว้าง เป็นฝันร้ายของใครหลาย ๆ คนที่ไม่ต้องการให้เกิดขึ้น เพราะเมื่อรูขุมขนกว้าง แต่งหน้ายากแถมบางครั้งหน้าแห้งหรือหน้ามันเกินไปจนสูญเสียความมั่นใจ บวกกับอายุที่เพิ่มมากขึ้น การทำงานสะสมความเครียด การนอนน้อยก็ยิ่งทำให้ไม่มีเวลาดูแลดูเอง มองดูใบหน้าที่รูขุมขนกว้างด้วยความท้อใจ แต่รูขุมขนกว้างนั้นเราจะสังเกตได้ว่าช่วงอายุน้อยใบหน้าของทุกคนต่างสดใสไร้รูขุมขน แล้วสาเหตุอะไรนะทีเกิดรูขุมขนกว้างขึ้นได้


รูขุมขนกว้างเกิดจากอะไร

รูขุมขนกว้างทำไงดี

รูขุมขนเกิดจากปัจจัยหลัก 2 อย่างคือ ปัจจัยภายนอกและปัจจัยจากภายใน ซึ่งสาเหตุการเกิดขึ้นก็แบบย่อยไปอีกค่ะ

ปัจจัยภายใน

  • พันธุกรรม เป็นสาเหตุที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลย เพราะยีนส์พันธุกรรมที่ส่งผ่านต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่นเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่ก็ไม่เศร้าใจไปนะคะเพราะมันยังมีวิธีบำรุงผิวหน้าให้คงความกระชับแน่นอน
  • ช่วงอายุ แน่นอนว่าเมื่อเราเข้าสู่วัยแตกหนุ่มสาว ร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลง มีการสร้างฮอร์โมนออกมาอย่างมากมาย กระตุ้นชั้นในมันใต้ผิวออกมานั่นเอง ส่วนใหญ่แล้วจะเกิดในเพศชาย แต่ในเพศหญิงก็มีเช่นกันค่ะ
  • สภาพผิวส่วนบุคคล ผิวมัน ผิวแห้ง หรือผิวขาดน้ำ การที่ผิวเสียความสมดุลก็จะเกิดสภาวะรูขุมขนกว้าง
  • ผิวผลิตคอลลาเจนน้อยลง ทำให้ชั้นผิวอิลาสตินของเราไม่แข็งแรง การฟื้นฟูผิวทำได้ไม่เต็มที่

ปัจจัยภายนอก

  • สภาพอากาศและสภาพแวดล้อม ใช่แล้วค่ะ สภาพอากาศนั้นเป็นปัจจัยภายนอกที่พบบ่อยที่สุดก็ว่าได้ ถ้าเราอาศัยในสภาพภูมิประเทศเขตร้อนชื้น ผิวหนังของเราก็จะระบายความร้อนออกมาพร้อมกับขับน้้ำมันใต้ผิว หรืออากาศในประเทศที่อากาศแห้งหนาว ใบหน้าก็จะแห้งไม่ชุ่มชื้น หากไม่ได้บำรุงผิวหน้าที่เหมาะสมก็จะเกิดรูขุมขนกว้างขึ้น หรือสภาพอากาศที่มีมลภาวะสูง เกิดการสะสมฝุ่นละอองพิษทำให้เกิดการอุดตันใบหน้า รูขุมขนขยายกว้างที่ฝุ่นสะสมได้ด้วยเช่นกัน
  • การบำรุงผิวหน้าทีไม่ถูกต้อง ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจสภาพของผิวหน้าว่าแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน คุณมีผิวหน้าแบบไหน สังเกตได้ง่าย ๆ หลังล้างหน้าด้วยน้ำเปล่า ดังนี้
    • ผิวแห้ง หลังล้างหน้าแล้วรู้สึกหน้าตึง ผิวแห้งกร้าน
    • ผิวมัน หลังล้างหน้าแล้วผิวสร้างชั้นน้ำมันออกมาทั่วบริเวณใบหน้าเหมือนฟิมล์เคลือบบาง ๆ
    • ผิวขาดน้ำ หลังล้างหน้า ช่วงผิวบริเวณหน้าผากและจมูกมีน้ำมันออกมาบาง ๆ หรือผิวบริเวณแก้มกับคางมีน้ำมันออกมา

ซึ่งแต่ละสภาพผิวก็ต้องมีการบำรุงที่แตกต่างกัน ซึ่งเราจะอธิบายหลังจากนี้นะคะ


รูขุมขนกว้างทำไงดี  ? ทำยังไงดู อยากให้รูขุมขนกว้างกระชับ

รูขุมขนกว้างทำไงดี

1.ใช้ผลิตภันฑ์ที่เหมาะสมกับสภาพผิวหน้า และเลือกมอยส์เจอร์ไรเซอร์ให้ถุกกับผิว

  • ผิวแห้ง การที่ผิวแห้งกร้านมาก เซลล์ที่หลุดลอกออกมาไม่หมดจะเกิดการทับถมเซลล์ที่ตายแล้วอุดตันบนใบหน้า ฉะนั้นควรเลือกบำรุงหน้าด้วยมอยเจอร์ไรเซอร์เนื้อครีมโดยก่อนจะลงเนื้อครีมบนใบหน้าควรล้างมือให้สะอาด ปาดเนื้อครีมลงบนฝ่ามือหนึ่งนิ้วแล้ววนฝ่ามือประมาณสามครั้ง แล้วนำมือทั้งสองข้างนาบบนลงแก้ม จมูก หน้าผาก คางและบริเวณคอ เป็นการวอร์มอัพครีมและเสียงการอุดตันนั่นเอง
  • ผิวมัน ผิวประเภทนี้บางท่านอาจละเลยว่าหน้ามันพอแล้ว ไม่ต้องการครีมบำรุงอะรให้เหนียวเหนอะหนะ หรือใช้แค่เพียงโทนเนอร์ปรับสภาพผิวเท่านั้น แต่รู้หมว่าการใช้ครีมบำรุงนั้นสำคัญเช่นกัน เพราะผิวได้ขับน้ำมันออกมา ทำให้ส่วนชั้นภายในกลับแห้งไม่ชุ่มชื้น ควรเลือกบำรุงหน้าด้วยมอยเจอร์ไรเซอร์เนื้อเจลหรือเนื้อโลชั่นที่มีความเข้มข้นน้อยกว่าเนื้อครีม
  • ผิวขาดน้ำ สามารถเลือกมอยเจอร์ไรเซอร์รูปแบบใดก็ได้ตามที่ต้องการ แต่หาดเป็นเนื้อครีมหนักก็แนะนำว่าให้วอร์มอัพครีมก่อนลงบนในหน้าเสมอ และครีมนั้นควรมีส่วนผสมของ กรดไฮยาลูรอน (Hyaluronic Acid) หรือ เซราไมนด์ (Ceraminde) ที่จะช่วยผิวฟื้นฟูจากการขาดน้ำ

 2.ทาครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอ

การทาครีมกันแดดร่วมกับการบำรุงผิวหน้าถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผิวแข็งแรงและรูขุมขนกระชับขึ้น  สาเหตุนั้นเป็นเพราะไม่ว่าจะอยู่ในภูมิอากาศใด แสงแดดก็เป็นปัจจุยสำคัญที่ทำให้ผิวแห้งกร้าน หรือขับความร้อนออกมาจากร่างกายด้วยรังสียูวี การที่สะสมแสงแดดมาก ๆ โดยไม่ได้รับการป้องกัน ผิวก็จะหย่อยคล้อยและชั้นใต้ผิวหนังก็อ่อนแอลงเช่นกันค่ะ แนะนำว่าก่อนอกจากบ้านทุกครั้งควรทาครีมกันแดดที่มี SPF 30 PA+++ ขึ้นไปเท่านั้น และทาย้ำทุกๆ 4 ชั่วโมงเพื่อนเป็นการเติมเกราะป้องกันผิวนั่นเอง

3.หัตถการแพทย์

เหมาะสำหรับคนที่ไม่ค่อยมีเวลา และต้องการผลลัพธ์ที่เร่งด่วน รวดเร็ว ปัจจุบันมีวิธีการและเครื่องมือมากมายที่ช่วยให้รูขุมขนกระชับขึ้น ซึ่งแต่ละวิธีต้องปรึกษาแพทย์ก่อนทำเท่านั้น

  • Botox รู้หรือไม่ว่าโบท็อกช่วยเรื่องรูขุมขนบนใบหน้าด้วยนะ เพราะโบท็อกจะถูกฉีดไปจะฉีดเข้าบริเวณต่อมไขมันและกล้ามเนื้อ ทำให้ต่อมไขมันหดเล็กลง และกระตุ้นผิวหนังให้สร้างคอลลาเจนมาฟื้นฟูผิว ทำให้รูขุมขนกระชับขึ้นและใยหน้าเรียบเนียนไร้ริ้วรอย โดยภายใน 1 สัปดาห์จะเห็นผลอย่างเต็มที่ แบะตัวยาโบท็อกซ์อยู่ได้นานสูงสุดถึง 6 เดือนแล้วแต่การรักษาและพฤติกรรมประจำวันส่วนบุคคล
  • Mesotherapy เป็นการฉีดสารบำรุงเข้าไปในผิวและกระตุ้นให้ผิวทำงานได้ดียิ่งขึ้น เหมาะกับสายขี้เกียจทาสกินแคร์แต่ต้องการหน้าสวยฉ่ำอย่างรวดเร็ว โดยตัวยาจะถูกฉีดเข้าไปชั้นผิวหนังทำให้ต่อมไขมันทำงานน้อยลง ส่งผลให้หน้ามันน้อยลง รูขุมขนกว้างกลับกระชับขึ้น
  • Laser เลเซอร์ในระดับที่เหมาะสม จะกระตุ้นผิวให้สร้างคอลลาเจนและอิลาสติน ส่งผลให้ผิวขาวใส เรียบเนียน แต่วิธีนี้ต้องคอยบำรุงหน้าให้ชุ่มชื้นและหลีกเลี่ยงแสงแดดนะคะ
  • Thermage เหมาะกับบุคคลที่มีไขมันบริเวณบนใบหน้าเยอะ วิธีทำก็คือยิงคลื่น Radio Frequency (RF) สู่ชั้นผิวหนังและชั้นไขมัน กระตุ้นให้ผิวผลิตคอลลาเจน ทำให้ผิวชั้นลึกแน่นฟู ผิวชั้นนอกเรียบเนียนขึ้น และสามารถคงผลลัพธ์นี้ได้ระยะยาว โดยสามารถทำแลวกลับบ้านได้เลย ไม่จำเป็นต้องพักฟื้น
  • Hifu Macrofocus เป็นนวัตกรรมโดยใช้คลื่นเสียงอัลตร้าซาวด์ ยิงเป็นจุดพลังงานลงไปใต้ชั้นผิว ทำให้ผิวยกกระชับและหกตัว การทำอาจเกิดรอยแดง แต่จะหายไปได้เองภายใน 2 ชั่วโมง

4.บริโภคอาหารเสริมจากภายในด้วยคอลลาเจน

แน่นอนว่าการรับประทานคอลลาเจนจะช่วยให้ผิวกระชับขึ้นจากภายในสู่ภายนอก เพราะกลไกการทำงานของผิว คอลาเจนเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญในโปรตีนที่ช่วยสร้างชั้นผิวหนังทั้งภายนอกและภายใน การบริโภคคอลลาเจนอย่างสม่ำเสมอ นอกจากจะช่วยให้ผิวสวย เปล่งประกาย อวัยวะภายในทำงานเป็นปกติแล้ว ก็ยังเป็นการทริคให้ร่างกายคอยดื่มน้ำเปล่าเติมความชุ่มชื้นให้กับผิวอีกด้วย


เมื่อเพื่อน ๆ ได้ทราบสาเหตุว่ารูขุมขนเกิดขึ้นจากอะไรบ้าง ก็จะสามารถแก้ปัญหาบำรุงได้ตรงจุดและรวดเร็ว ฉะนั้นแม้ว่าการที่ใบหน้ามีรูขุมขนกว้างนั้นทำให้สูญเสียความมั่นใจ แต่มนุษย์ทุกคนเกิดมาและมีรูขุมขนบนใบหน้านั้นเป็นเรื่องปกติและกลไกทำงานของร่างกายต่างรักษาสมดุล ฉะนั้นไม่ต้องกังวลใจไปเพราะมีวิธีป้องกันให้เกิดและหลากหลายวิธีการที่จะทำให้เพื่อน ๆ กลับมามั่นใจได้อีกครั้งพร้อมอวดผิวสวยดังเดิม


ที่มา

https://www.vsquareclinic.com/tips/tighten-pores/

https://hdmall.co.th/c/hdinsight-mesotherapy

https://hdmall.co.th/c/hdinsight-mesotherapy-at-gangnam-clinic

https://dermcollective.com/large-pores/

https://www.medicalnewstoday.com/articles/320775#8-ways

acne

หน้ามันเป็นสิว ทำอย่างไรดี? เปิด 9 วิธีลดความมันบนใบหน้า ป้องกันการเกิดสิว

July 5, 2022
หน้ามันเป็นสิว

หน้ามันเป็นสิว ทำอย่างไรดี? เปิด 9 วิธีลดความมันบนใบหน้า ป้องกันการเกิดสิว

“ปัญหาเรื่องสิว” ถึงแม้จะชื่อสิว แต่เป็นเรื่องใหญ่สำหรับวัยรุ่น รวมไปถึงหนุ่มสาวหลายคน ที่ประสบปัญหาเรื่องของ หน้ามัน เป็นสิว แน่นอนว่ามันเป็นสิ่งที่ลดทอนความมั่นใจในตัวเองลงไปเยอะมาก ถึงแม้ว่าจะมีหลากหลายวิธี ที่จะป้องกัน รวมทั้งบำรุงผิว ปรับเคมีในร่างกายทุกรูปแบบ แต่สำหรับบางราย สิวก็ยังบุกมาอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงอาการแพ้ ไม่ว่าจะเป็น การแพ้น้ำที่อาบ แพ้เครื่องสำอาง สารบางชนิดที่พบในชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตามวันนี้พวกเราก็มีบทความดี ๆ เป็นความรู้เกี่ยวกับ หน้ามันเป็นสิว และ 9 วิธีลดความมันบนใบหน้า ป้องกันการเกิดสิว รวมไปถึงความเป็นมาของคำว่าสิว พร้อมไปถึงวิธีแก้ปัญหาเพื่อให้ใบหน้าของเราไม่มัน ห่างไกลสิวได้ทุกรูปแบบ แต่ก่อนอื่นเลยเราต้องไปทำความเข้าใจกันก่อนเกี่ยวกับ “ปัญหาหน้ามัน และ สิว” นั่นเอง


หน้ามันเป็นสิว เกิดจากอะไร

หน้ามันเป็นสิว

หนึ่งในปัญหาผิวที่กวนใจของหนุ่มสาวหลายคน อย่าง “หน้ามัน” เพราะว่าเมื่อเกิดอาการนี้แน่นอนเลยว่าความเสี่ยงที่จะเกิดสิวนั้น มาเป็นอันดับต้น ๆ เพราะการที่มีสภาพผิวที่มีรูขุมขนกว้าง เมื่อหน้ามัน รวมไปถึงการที่ทำให้ผิวหน้าของเรานั้นดูคล้ำ เสีย เกิดริ้วรอย ก่อนวัยอันควร อีกหนึ่งปัญหาหลักสำหรับสาว ๆ เลยก็คือ การแต่งหน้าด้วยเครื่องสำอางก็จะไม่ติดทนด้วย จะเห็นได้ว่าปัญหานี้ไม่ได้แค่เรื่องเกิดสิวเพียงอย่างเดียว แต่เป็นปัญหาในเรื่องอื่น ๆ ด้วย และ ที่สำคัญทำให้เราดูเป็นคนที่ไม่สะอาดด้วย 


ปัญหาหน้ามัน เกิดได้อย่างไร ? 

หน้ามันเป็นสิว

ก่อนอื่นเลยต้องไล่ทำความรู้จักกันตั้งแต่สาเหตุของเรื่องนี้กันก่อนเลยว่า  เกิดขึ้นได้อย่างไร ? คำตอบที่ได้ก็คือ ปัญหาผิวหน้ามัน เกิดจากการที่ร่างกายของเรานั้น มีการผลิตน้ำมันออกมาปกป้องผิวหน้า ไม่ให้ใบหน้าของเราแห้ง แต่ทว่าในปัจจุบัน อาจจะมีปัจจัยบางอย่าง ที่จะทำให้ร่างกายผลิตน้ำมันออกมามากเกินความจำเป็น จึงส่งผลให้หน้าของเรา มีน้ำมันมากกว่าปกติ โดยส่วนใหญ่จะอยู่ที่บริเวณจมูก นั่นเอง แต่ในบางรายก็มันฉ่ำไปทั้งหน้าเลยทีเดียว โดยปัญหาหน้ามันที่เกิดขึ้น มีด้วยกันถึง 5 สาเหตุด้วยกัน โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ 


5 สาเหตุของการเกิด “หน้ามัน”

หน้ามันเป็นสิว

  • หน้ามันที่เกิดจาก กรรมพันธุ์ โดยจะเรียกได้ว่าเกิดมาจากพ่อแม่ ที่ถ่ายทอดออกมาสู่ลูก โดยในครอบครัวถ้าเกิดปัญหาผิวมัน ก็จะส่งต่อไปยังลูกหลานได้เช่นเดียวกัน นี่แหละคือการเกิดหน้ามันได้แบบธรรมชาติมากที่สุด เป็นปัจจัยที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ 
  • หน้ามันที่เกิดจาก ฮอร์โมน สาเหตุนี้จะขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล โดยร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ถ้าพูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือในช่วงวัยรุ่น ซึ่งจะพบได้ในผู้ที่มีฮอร์โมนเพศชายสูง ซึ่งก็อยู่ในเรื่องที่เป็นได้ทั้งผู้หญิง และ ผู้ชายได้เช่นเดียวกัน
  • หน้ามันที่เกิดจาก สภาพอากาศ ในบางครั้ง เมื่อร่างกายต้องมีการสร้างสมดุลให้กับตัวเอง วันที่อากาศร้อน ก็จะถูกขับเหงื่อออกมา น้ำมันก็ออกมาจากร่างกายด้วย ในสภาพอากาศที่ร้อนจะทำให้เรานั้นหน้ามันได้ บางรายมีการขับออกมามาก ทำให้สังเกตุเห็นได้ชัดเจน 
  • หน้ามันที่เกิดจาก การใช้ผลิตภัณฑ์ดูแล ผิวหน้า ผิดประเภท สาเหตุนี้จะพบได้บ่อยกับผู้หญิงหลายคนอาจจะแพ้ หรือ มีการใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของน้ำมัน รวมไปถึงการบำรุงผิวหน้าที่มากเกินไป บำรุงด้วยความเข้มข้น จะทำให้มีสิ่งอุตตัน ผิวหน้าก็จะมันมากกว่าเดิม และ เกิดสิวในที่สุด 
  • หน้ามัน ที่เกิดจาก ผิวขาดความชุ่มชื้น มองดูแล้วเป็นเรื่องยากมาก เพราะสาว ๆ หลายคนมีผิวที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้นการดูแลก็จะต้องดูแลแทบทุกคนไม่ควรให้ผิวหน้าขาดความชุ่มชื้น แต่ถ้าใช้มอยส์เจอไรเซอร์ หรือ ผลิตภัณฑ์บำรุง ก็ควรเป็นสูตรน้ำ แบบเจล หรือ เครื่องสำอางที่มีเนื้อบาง 

สำหรับปัจจัยทั้ง 5 ที่เป็นสาเหตุให้ “หน้ามัน” เป็นการยกมาให้อ่าน เพราะเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวมาก บางรายถูกถ่ายทอดมาจากพ่อแม่ แต่บางรายก็อยู่ในช่วงเติบโต ที่จะมีการเปลี่ยนแปลงของร่างกายอยู่เสมอ แต่สำหรับบางรายก็ใช้เครื่องสำอางที่ผิดประเภท หรือ ใช้มากเกินไปก็ไม่ใช่เรื่องดี แน่นอนว่าแต่ละคนมีหน้าตา และ ระบบการขับเหงื่อที่แตกต่างกันไป ยิ่งไปกว่านั้นสภาพอากาศในปัจจุบันก็ร้อน และ เป็นส่วนหนึ่งของการเกิดหน้ามันได้อยู่เป็นประจำ  


4 เรื่อง กับ ที่คุณต้องรู้เรื่องสิว  

หน้ามันเป็นสิว

หลายคนอาจจะทราบดีว่า สิวเกิดจากอะไร แต่สำหรับวันนี้จะขอลงลึกให้ท่านผู้อ่านเข้าใจง่ายกันสักหน่อย เกี่ยวกับปัญหาที่แท้จริงของเรื่องสิว ที่ดูแล้วไม่เล็กเลย แน่นอนว่าในหัวข้อนี้จะพาทุกคนไปรู้จักกับสิว รวมทั้ง การดูแลที่ตรงจุด ไม่ทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกายนั่นเอง ซึ่งทั้ง 4 แบบนี้จะมีอะไรบ้าง ติดตามอ่านกันได้เลย 

  • สาเหตุเกิดจากการเกิดสิวอุดตันขนาดเล็กใต้ผิวหนัง เรียกได้ว่าเป็น สิวอุดตัน หรือ โคมีโดน คือ สภาวะที่รูขุมขนนั้น เกิดการอุดตัน โดยจะมี “ไมโครมีโดนน” หรือ เรียกได้อีกอย่างว่า สิวอุดตันที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า โดยเกิดจากการสร้างชั้นเคราตินของเซลล์ผิวหนัง โดยปกติแล้ว เจ้าตัวของ สิวอุดดัน “ไมโครมีโดนน” จะสบายไปเองตามธรรมชาติ แต่ในแบบที่เกิดขึ้นจะเกิดการอักเสบใต้ชั้นผิวไปร่วมด้วย โดยทางการแพทย์จะเรียกว่าสิวอักเสบชนิดไม่รุนแรง โดยสิวชนิดนี้เกิดขึ้นเป็นประจำ ตามระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายอยู่แล้ว แต่ในบางรายก็เกิดขึ้นได้จากมีสิ่งอุดตันที่รูขุมขน จนทำให้เกิดสิวนั่นเอง
  • สาเหตุในภาวะที่ผลิตน้ำมันมากเกินไป โดยชั้นผิวก่อตัวหน้าผิดปกติ จะทำให้มีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในช่วงวัยเจริญพันธ์ โดยสาเหตุนี้จะครอบคลุมไปถึงเรื่องการใช้ยาบางประเภท รวมไปถึงผลกระทบจากมลภาวะทั่วไป โดยสิ่งเหล่านี้จะทำให้การผลิตน้ำมันของผิวเพิ่มขึ้น มากขึ้น โดยส่งผลให้เกิดสิวประเภทต่าง ๆ เช่น สิวหัวดำ กับ สิวหัวขาว โดยทั้งคู่ยังเป็นสาเหตุหลักเลยที่เกิดการติดเชื้อ จนกลายเป็นสิวหนองนั่นเอง  โดย ภาวะผิวหนังผลิตไขมันมากผิดปกติ มีด้วยกัน 2 แบบก็คือ 
    • ภาวะผิวหนังผลิตไขมันมากผิดปกติ  มีอาการก็คือ ผิวหนังของเราจะทำให้ฮอร์โมนชนิดนี้ กระตุ้นให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันออกมาในปริมาณมากกว่าปกติ ก่อให้เกิดการสะสมน้ำมันบนผิวหนัง และทำให้ต่อมไขมันอุดตัน ส่งผลให้เกิดสิว
    • ภาวะชั้นผิวก่อตัวหนาขึ้นผิดปกติ เกิดจาก การก่อตัวหน้าขึ้นของผิวชั้นนอก โดยมีสาเหตุมาจาก แบคทีเรีย Propionibacterium acnes หรือ P.acnes ซึ่งตัวมันจะสร้างแผ่นฟิล์มบา ๆ บนผัวหนัง โดยมีหน้าที่ขัดขวางกระบวนการหลุดลอกของชั้นผิวหนัง จึงทำให้เกิดการอุดตัน และ กลายเป็นสิวในที่สุด 
  • เรียนรู้เรื่อง สิวทุกประเภท เรื่องของ “สิว” มีหลากหลายคำเป็นอย่างมากโดยถูกแยกประเภทออกไปตามรูปแบบ ตัวอย่างเช่น สิวอุดตัน สิวตุ่มนูนแดง สิวหัวหนอง สิวอักเสบ สิวหัวเปิด และ สิวหัวปิด เป็นต้น โดยประเภทสิวที่กล่าวมาทั้งหมด โดยในเรื่องของสิวอักเสบ จะเกิดอาการเจ็บร่วมด้วย  
  • การโตของแบคทีเรีย P.acnes ทำให้อักเสบรุนแรงขึ้น เมื่อแบคทีเรียชนิดนี้ ย่อยสบายน้ำมัน จะทำให้สิวของเราเกิดการอักเสบมากขึ้น โดยแบคทีเรียชนิดนี้จะเข้ามาอาศัยอยู่ในต่อมไขมัน ที่มีการอุดตัน เพื่อย่อยสลาย โดยกระบวนการนี้ทำให้เกิดการอักเสบที่มากขึ้น โดยมีอาการตุ่มนูนแดง รวมทั้งสิวหัวหนองด้วยนั่นเอง 

นี่แหละคือทุกเรื่องที่ทำให้คุณเกิดสิว ไม่จำเป็นเลยว่าคน ๆ นั้นจะรักษาความสะอาด หรือ ดูแลตัวเองดีแค่ไหน แต่เรื่องสิว ไม่เกิดขึ้นกับปัจจัยที่ก่อขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่มีเรื่องของระบบภายในร่างกาย ฮอร์โมน รวมถึงสารเคมีที่ทำให้เกิดสิวได้เช่นเดียวกัน แต่สิ่งที่ผิดปกติก็คือ เมื่อเกิดขึ้นแล้ว เราจะต้องรู้สาเหตุ เมื่อมีการอักเสบ เราก็จะต้องมีการรักษา เพราะอาการเจ็บปวดจากสิวอักเสบไม่ใช่เรื่องสนุก อีกทั้งการเกิดแผล หรือ ติดเชื้อ ก็อาจจะทำให้หายยาก เป็นแผลเป็นได้ด้วยเช่นกัน ดังนั้นควรที่จะปรึกษาแพทย์ผิวหนังโดยด่วน เมื่อเกิดสิวอักเสบ หรือ สิวแบบแพ้สารเคมี 


9 วิธีลดความมันบนใบหน้า

หน้ามันเป็นสิว

พักเรื่องสิว ๆ มาลองดูวิธีที่จะช่วยลดความมนบนใบหน้ากันดูบ้าง เพราะว่าการเกิดสิว ก็ไม่ใช่เป็นเรื่องธรรมชาติได้เพียงอย่างเดียว แต่เมื่อไหร่ที่คุณไม่ได้ดูแลตัวเอง ทั้งเรื่องของสุขภาพร่างกาย สุขภาพผิวหน้า รวมไปถึงสุขภาพจิตใจ ที่ทั้งหมดมีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด สำหรับทั้ง 9 วิธี จะแนะนำให้ทำเรื่องอะไรบ้าง อ่านกันต่อได้เลย

1.ลดความมัน ด้วยการล้างหน้าให้สะอาด และ ถูกวิธี 

การลดความมันบนใบหน้า เรื่องแรกเลยต้องล้างหน้าให้สะอาด รวมทั้งถูกวิธีด้วย ก่อนอื่นเลยต้องแนะนำ ให้ใช้คลีนเซอร์ ทำความสะอาดเครื่องสำอาง เน้นตัวที่มีส่วนผสมของ BHA นั่นก็คือ กรดซาลิไซลิก Salicylic Acid โดยจะมีคุณสมบัติช่วยขจัดความมัน รวมทั้งสิ่งสกปรก ไม่ให้ตกค้างอยู่ในรูขุมขน แต่อย่าล้างหน้าบ่อยเกินไป เพราะจะยิ่งทำให้หน้ามันมากขึ้น 

2.ใช้เครื่องสำอาง ที่เหมาะกับสภาพผิว 

การใช้เครื่องสำอางบนใบหน้า คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าสาว ๆ ทุกคนต้องใช้ ดังนั้นแล้วควรศึกษาให้ดี หรือ เลือกใช้สักนิด ว่ามีส่วนผสมของน้ำมัน หรือ บางตัวอาจจะมีเนื้อสัมผัสที่หนาเกินไปหรือไม่ เพราะจะทำให้ซึมเข้าผิวยาก เกิดการอุดตัน ดังนั้นควรเลือกเครื่องสำอางที่มีเนื้อบางเบา เพราจะซึมเข้าผิวง่าย และ ทำให้หน้าไม่มันนั่นเอง 

3.การมาส์กหน้าด้วยสูตรธรรมชาติ ลดหน้ามัน

การมาส์กหน้าโคลน หรือ ใช้สูตรธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็น การใช้น้ำผึ้ง,ว่านหางจระเข้,ไข่ขาว หรือ มะนาว โดยการใช้แบบธรรมชาติจะเซฟเรื่องการแพ้สารเคมีบางชนิดได้เป็นอย่างดี แต่สำหรับบางรายก็ไม่มีปัญหาเมื่อจะซื้อมาใช้งาน แต่ป้องกันเอาไว้ก่อนก็จะดีมาก ยิ่งรู้ว่าตัวเองผิวแพ้ง่าย ยิ่งต้องเลือกใช้ให้ดี 

4.ลดหน้ามันใช้กระดาษซับหน้ามัน 

คำว่า “ซับหน้ามัน” ไม่ใช่ “เช็ดหน้ามัน” ต้องทำความเช้าใจ เพราะวิธีใช้จะต้องใช้ให้ถูก เพราะเราต้องค่อย ๆ ซับ คือ แปะ ๆ ทั่วหน้า ไม่ควรที่จะถูหน้าแรง ๆ รวมทั้งถูกไปทั่วใบหน้าในครั้งเดียว ที่สำคัญเลยเมื่อใช้กระดาษซับมัน ควรซับให้แต่พอดี ไม่เช่นนั้นจะทำให้น้ำมันบนหน้าน้อย และ ร่างกายก็ยิ่งขับออกมาทำให้หน้ามันกว่าเดิมได้ ดังนั้นแล้วต้องใช้อย่างถูกวิธีด้วย

5.หลีกเลี่ยงแดด และ ใช้ครีมกันแดด

สำหรับสาว ๆ ก็คงทราบกันอยู่แล้วว่า ลดการปะทะกับแสงแดดโดยตรง พร้อมทั้งมีการทาครีมกันแดดบนใบหน้าป้องกันอยู่แล้ว แต่สำหรับคุณผู้ชายอาจที่จะไม่ได้ใส่ใจในจุดนี้มาก ดังนั้นแล้ว ควรที่จะหลีกเลี่ยงแดดจัด เพราะนี่คือสาเหตุจากสิ่งแวดล้อมภายนอกที่ทำให้หน้ามันได้ และ อย่างลืม ใช้ครีมกันแดดเพื่อบำรุงผิวหน้า พร้อมปกป้องการถูกทำร้ายจากรังสี UV ด้วย  

6.ทานยากลุ่มกรดวิตามินเอ 

โดยยาในกลุ่มนี้มีชื่อสามัญทางยาว่า ไอโซเตรติโนอิน (isotretinoin) หรือ เรติโนอิก แอซิด (retinoic acid) เป็นยาที่ใช้รักษาสิวที่มีฤทธิ์กดการทำงานของต่อมไขมัน ทำให้ผลิตสารที่เป็นไขมันลดลง จึงลดให้หน้าไม่มันได้ แต่จัดว่าเป็นยาอันตราย ต้องใช้ตามแพทย์สั่งเท่านั้น เพราะว่าค่อนข้างมีผลข้างเคียงที่อันตราย เมื่อหยุดยานี้ก็ทำให้ต่อมไขมันกลับมาทำงานปกติ 

7.เลือกใช้โฟมล้างหน้า ให้ถูก

ข้อนี้จะทำให้คุณช่วยลดการเกิดสิว หรือ การล้างหน้าไม่สะอาดไปด้วยเลย เพราะโฟมล้างหน้าจะต้องมีค่า PH ที่เป็นกลาง กับ ไปทางเป็นกรดเล็กน้อย เพราะจะช่วยให้แบคทีเรียไม่สามารถเจิรญเติบโตบนใบหน้าได้ ควรเลือกโฟมล้างหน้าสูตรเย็น เพราะจะช่วยให้ผิวหน้าตึง กระชับรูขุมขน อีกทั้งช่วยเรียกความสดชื่นด้วย 

8.เลือกกินอาหาร 

อาหารควรที่จะเลือกสักนิด ก็คืออาหารที่มีวิตามินเอ กับ วิตามินบี 2 ตัวอย่างเช่น ถั่วต่าง ๆ ส่วนวิตามินเอ จะได้แก่ประเภท แครอท,แคนตาลูป,ผัก เป็นต้น ที่สำคัญสิ่งที่คุณต้องเลี่ยงเลยก็คือ อาหารประเภททอด อาหารมัน  เพราะจะยิ่งทำให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันออกมาเยอะมากขึ้นนั่นเอง

9.พักผ่อนให้เพียงพอ 

เมื่อเราไม่มีความเครียด ที่เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้สุขภาพแย่ ก็แทบจะไม่ต้องกังวลใด ๆ เกี่ยวกับการเกิดสิว หรือ ผิวหน้ามัน เมื่อเรามีระบบของร่างกายที่ปกติ ไร้ความเครียด สภาพจิตใจดี มีความสุข พักผ่อนเพียงพอ เพียงเท่าที่ก็จะทำให้ลดหน้ามันได้เช่นเดียวกัน แต่ในบางรายอาจจะต้องหมั่นล้างหน้า หรือ ควบคุมด้วยเครื่องสำอาง แต่เมื่อร่างกายของเราพร้อมสู้ ทุกอย่างก็ไม่ใช่เรื่องยาก 


พวกเราหวังว่าข้อมูล หน้ามันเป็นสิว ทั้งหมดในวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสาเหตุเกี่ยวกับ หน้ามัน รวมทั้งเรื่องของการเกิดสิว จะเป็นข้อมูลความรู้ที่พวกเราเรียบเรียงมาให้ทุกท่านได้อ่านเข้าใจง่ายมากยิ่งขึ้น รวมทั้งให้ทุกคนเข้าใจว่า คนที่เป็นสิว ไม่ใช่คนที่ไม่ดูแลตัวเอง แต่บางครั้งมีเรื่องของการถ่ายทอดทางพันธุกรรม หรือ ฮอร์โมนที่อยู่ในร่างกายไม่เหมือนคนอื่น แต่เรื่องนี้เราจะก้าวผ่านไปได้ด้วยการรักษาทางการแพทย์ พฤติกรรมความเป็นอยู่ ซึ่งเป็นเรื่องที่สามารถแก้ไขได้ สำหรับบางคนแพ้เครื่องสำอาง หรือ แพ้สารเคมี จนเกิดสิว ยังมีวิธีรักษาให้กลับมาเป็นปกติได้ แต่ต้องใช้เวลา ความอดทน ซึ่งนี่แหละคือสิ่งที่สำคัญที่สุด ถ้าอยากหายเป็นปกติ สุดท้ายนี้พวกเราขอเป็นกำลังใจให้คนที่กำลังเผชิญกับสิวในแบบต่าง ๆ ขอให้หายเป็นปกติในเร็ววัน


Credit:

สิวเกิดจากอะไร รู้จักสาเหตุของสิวเพื่อการดูแลที่ตรงจุด – Eucerin

จะเป็นอย่างไรเมื่อ ‘กัญชง’ อยู่ในส่วนผสมของสกินแคร์ (vogue.co.th)

หน้ามัน เกิดจาก? ป้องกันผิวมัน ทำได้อย่างไรบ้าง? (aquaplus.co.th)

skin

เซ็บเดิร์ม รักษาอย่างไร จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็น “โรคเซ็บเดิร์ม”

July 9, 2021

อาการของโรคเซ็บเดิร์ม

อาการของโรคเซ็บเดิร์ม

โรคเซ็บเดิร์ม เป็นโรคผิวหนังที่มีภาวะอักเสบจากต่อมไขมันในชั้นผิวหนัง อธิบายง่าย ๆ คือ เมื่อเป็นโรคเซ็บเดิร์มจะเกิดผื่นแดงตามผิวหนัง ขอบไม่ชัด ลอกเป็นแผ่น ตกสะเก็ดคล้ายรังแค มักเป็น ๆ หาย ๆ ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยบริเวณหนังศีรษะ, ใบหน้า, เปลือกตา, หน้าอก และแผ่นหลัง นอกจากนี้การเจ็บป่วยจากโรคหรือภาวะบางอย่าง เช่น โรคเกี่ยวกับระบบประสาทและโรคทางจิต เช่น โรคพาร์กินสัน, โรคตับอ่อนอักเสบ พิษสุราเรื้อรัง และมะเร็งบางชนิด, โรคเกี่ยวกับระบบต่อมไร้ท่อที่เป็นสาเหตุของโรคอ้วน เช่น เบาหวาน ก็เป็นอีกปัจจัยที่เสี่ยงต่อการเกิดเซ็บเดิร์มได้

เซ็บเดิร์มมีลักษณะและอาการดังนี้

  • ผมร่วงบริเวณหนังศรีษะที่เป็นเซ็บเดิร์ม
  • ผิวหนังในบริเวณเป็นเซ็บเดิร์มจะมีความมัน
  • มีอาการแดง คัน
  • ผิวลอก ตกสะเก็ด บางครั้งสะเก็ดที่หลุดลอกอาจจะเป็นสีเหลือง หรือขาว ที่เรียกว่ารังแค อาจจะเป็นได้บริเวณ ผม คิ้ว

อาการของเซ็บเดิร์มอาจมีลักษณะคล้ายกับโรคผิวหนังบางชนิด เช่น สิว สังเกตได้จากหากเป็นสิวอุดตัน จะมีลักษณะเป็นเม็ดเล็ก ๆ หัวปิดหัวเปิด ตุ่มดำ ตุ่มหนอง ตุ่มอักเสบ นอกจากนี้ก็ยังมีโรค SLE หรือโรคพุ่มพวง ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน แต่สามารถแยกออกจากกันได้เนื่องจากโรค SLE จะมีลักษณะเป็นผื่นแดงที่ข้างแก้มเหมือนปีกผีเสื้อ และไม่ได้อยู่ชิดบริเวณข้างจมูกเหมือนกับผื่นเซ็บเดิร์ม

อีกหนึ่งโรคที่มีผื่นขึ้นคล้ายกันก็คือ โรคผื่นแพ้สัมผัส ซึ่งลักษณะของผื่นคล้ายกับเซ็บเดิร์มมาก แต่เมื่อตรวจอย่างละเอียดจะสามารถแยกความแตกต่างระหว่างสองโรคได้ เพราะส่วนมากผู้ที่เป็นผื่นแพ้สัมผัสมักมีการเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ดูแลผิวใหม่ภายใน 1-2 สัปดาห์ ที่ผ่านมา เช่น สกินแคร์ยี่ห้อใหม่ โฟมล้างหน้ายี่ห้อใหม่ เป็นต้น ส่วนโรคผิวหนังอื่น ๆ อาจต้องตรวจละเอียดด้วยวิธีทางการแพทย์

วิธีการป้องกันโรคดังกล่าว คือหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีอากาศร้อนจัด / หนาวจัด, ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน ดูและสภาพจิตใจไม่ให้เกิดความเครียด, ทาครีมเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นอย่างสม่ำเสมอ, ใช้ยาลดการอักเสบ-ยาฆ่าเชื้อรา, กรณีที่มีรอยโรคที่หนังศีรษะ รักษาโดยใช้ยาสระผมที่มีส่วนผสมของน้ำมันดิน หรือ ยาฆ่าเชื้อรา หรือ selenium sulfide, พักผ่อนให้เพียงพอ รวมไปถึงหลีกเลี่ยงการใช้ยาบางชนิด ที่กระตุ้นให้เกิดเซ็บเดิร์มได้ ในรายที่เป็นรุนแรง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการรักษาซึ่งอาจมีการให้ยารับประทาน

ปัจจุบันยังไม่มีข้อสรุปทางการแพทย์ที่แน่ชัดถึงสาเหตุของโรคเซ็บเดิร์ม แต่แพทย์สันนิษฐานว่าปัจจัยอย่าง ระดับของฮอร์โมนที่แปรปรวน การมีเชื้อยีสต์บนผิวหนังมากขึ้น รวมถึงจากพันธุกรรม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งผื่นเซ็บเดิร์มสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในหน้าร้อนและหน้าหนาว สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนแต่เป็นตัวกระตุ้นทำให้เกิดโรคดังกล่าว การเกิดเซ็บเดิมไม่ได้มาจากการไม่รักษาความสะอาดหรืออาการภูมิแพ้แต่อย่างใด ไม่ใช่โรคติดต่อ และคำถามที่ว่าเซ็บเดิร์ม หายขาดไหม ? คำตอบคือไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ อย่างไรก็ตาม ทารกแรกเกิด – 2 เดือน และผู้ใหญ่อายุตั้งแต่ 30-60 ปี มีโอกาสที่จะเป็นโรคนี้ได้มากกว่าวัยอื่น ๆ

เซ็บเดิร์มมีลักษณะและอาการดังนี้

ข้อควรปฏิบัติหลังเกิดผื่นเซ็บเดิร์ม

ควรพบแพทย์เพื่อวางแผนการรักษาอย่างถูกวิธี ซึ่งวิธีรักษาโรคนี้จะมีการใช้ยาทาเพียง 1-2 ชนิด ควบคู่ไปกับการปฏิบัติตนให้ถูกต้อง ดูแลตัวเองไม่ให้เกิดความเครียด หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอางทุกชนิด ไม่แนะนำให้แต่งหน้าเพื่อปกปิดผื่นเซ็บเดิร์ม เพราะอาจไปกระตุ้นให้อาการแย่ลงหรือกลายเป็นผื่นชนิดอื่น เช่น การแพ้สัมผัสครีมหรือเครื่องสำอางบางตัว และอาจทำให้เกิดสิวได้อีกด้วย

เป็นเซ็บเดิร์ม ห้ามกินอะไร

แม้ว่าจะไม่มีการระบุประเภทอาหารที่ก่อให้เกิดโรคอย่างแน่ชัด แต่งานวิจัยบางชิ้นพบความเชื่อมโยงระหว่างอาหาร(บางชนิด) ที่อาจเป็นตัวกระตุ้นก่อให้เกิดโรคได้ อย่างงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ถูกตีพิมพ์ใน Journal of Investigative Dermatology (2018) พบว่ารูปแบบการบริโภคอาหารแบบ “ตะวันตก” ที่ส่วนใหญ่ประกอบด้วยเนื้อสัตว์และอาหารแปรรูป อย่าง ชีส, เต้าหู้, เค้ก, ขนมปัง, ซอสมะเขือเทศ, มันฝรั่งทอดกรอบรสเค็ม อาจเป็นสิ่งที่กระตุ้นทำให้เป็นเซ็บเดิร์มได้

อ้างอิง

skin

ผิวลอกเป็นขุย ตลอดเวลา แนะ 7 วิธีในการดูแลผิวให้ชุ่มชื้นขึ้น

July 9, 2021

ภาวะ ผิวลอกเป็นขุย และผิวแห้งมาก คืออะไร

ภาวะ ผิวลอกเป็นขุย และผิวแห้งมาก คืออะไร

 ภาวะผิวแห้งมาก (Xerosis) คือลักษณะผิวที่มีปัญหาแห้งกร้าน ผิวแห้งลอกเป็นขุย เป็นความผิดปกติของผิวที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด มีสาเหตุมาจากการขาดน้ำมันหล่อเลี้ยงผิวให้ชุ่มชื้น เนื่องจากต่อมไขมันมีขนาดเล็กและมีจำนวนน้อย จึงผลิตขึ้นมาไม่เพียงพอสำหรับการกักเก็บความชุ่มชื้น ก่อให้เกิดผิวแห้งตึง ผิวลอกเป็นขุย ไม่เรียบเนียน ต่างจากผิวที่ขาดความชุ่มชื้น ที่เป็นเพียงแค่อาการผิดปกติของผิวชั่วคราว

แต่สิ่งที่เหมือนกันระหว่างผิวแห้งมากจนลอกเป็นขุย กับ ผิวขาดน้ำ คือหากขาดการดูแลที่เหมาะสมก็จะยิ่งเพิ่มระดับความรุนแรง โดยจะมีอาการคันผิวหนังหรือผิวไวต่อการระคายเคืองง่ายร่วมด้วยในอนาคต

เพื่อลดโอกาสการเกิดปัญหาผิวแห้งตั้งแต่แรกเริ่ม ควรรู้สาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาเสียก่อน ซึ่งสาเหตุของการเกิดปัญหาผิวลอก ผิวแห้งมากขึ้นอยู่กับปัจจัยเหล่านี้ 

  • สารให้ความชุ่มชื้นในผิว : โดยปกติแล้วในผิวชั้นบนจะมีสารให้ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ (NMFs) เช่น ยูเรีย แลคเตรท ที่ทำหน้าที่จับโมเลกุลน้ำไว้ภายในผิว เมื่อไหร่ก็ตามที่ผิวหากขาดสารตัวที่ว่านี้ ก็จะทำให้การยึดเกาะกับโมเลกุลน้ำภายในผิวเกิดได้ไม่ดี เกิดการสูญเสียน้ำออกจากผิวได้ง่าย ส่งผลให้เกิดปัญหาหน้าลอก ผิวแห้งตึง ลอกเป็นขุย 
  • ไขมันที่จำเป็นในผิว : ไขมันที่อยู่ในชั้นผิวหนังตามธรรมชาติ เช่น เซราไมด์ ที่มีหน้าที่ทำให้ชั้นปกป้องผิวแข็งแรง ช่วยกักเก็บความชุ่มชื้น ให้ผิวมีความยืดหยุ่นและแข็งแรง นอกจากนี้สิ่งที่ผิวขาดไม่ได้คือกรดไขมันจำเป็น (Essential Fatty Acid) เช่น Omega 3&6 Fatty Acids ซึ่งร่างกายไม่สามารถผลิตกรดไขมันเหล่านี้ได้เอง แต่จะได้จากอาหารที่รับประทาน หรือครีมบำรุงที่มีส่วนผสมของไขมันจำเป็นดังกล่าวเป็นส่วนผสม

7 เคล็ดลับเพื่อผิวชุ่มชื้นขั้นสุด

  1. เลือกผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวสูตรอ่อนโยน

ขั้นตอนแรกควรทำความสะอาดผิว ควรเลือกผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดแบบไม่ต้องล้างน้ำ เช่น Micella Water หรือ Cleansing Water ที่เหมาะกับทุกสภาพผิว ในกิจวัตรตอนเช้าและตอนเย็น เวลาใช้ก็ให้หยดบนสำลีจนชุ่ม แล้วค่อย ๆ เช็ดหน้าแบบเบา ๆ เช็ดให้ทั่วใบหน้า เพื่อล้างคราบสิ่งสกปรกออก 

  1. ใช้มอยเจอร์ไรเซอร์ที่มีส่วนผสมที่ให้ความชุ่มชื้น

ไม่ว่าคุณจะมีผิวแห้ง, ผิวมัน ,ผิวแพ้ง่าย, ผิวผสม หรือผิวปกติ ครีมบำรุงผิวที่มีส่วนผสมที่ให้ความชุ่มชื้นกับผิวก็ยังจำเป็นอย่างมาก เช่น กรดไฮยาลูโรนิก ที่ขึ้นชื่อในเรื่องคุณสมบัติในการให้ความชุ่มชื้น ลองใช้ Water Drench™ Hyaluronic Cloud Cream Hydrating Moisturizer ของ PETER THOMAS ROTH มอยส์เจอไรเซอร์ที่อุดมไปด้วย hyaluronic acid ที่มีความเข้มข้นถึง 30% ช่วยเติมน้ำให้ผิวเปล่งปลั่งแลอ่อนเยาว์ได้ยาวนานถึง 72 ชั่วโมง

  1. ลองใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวสูตรน้ำ

ทางเลือกหนึ่งเมื่อพูดถึงความชุ่มชื้น อยากให้นึกถึงการใช้มอยเจอร์ไรเซอร์สูตรน้ำเพราะมีน้ำหนักเบา ความเบาบางของเนื้อครีมทำให้ดูดซึมเข้าสู่ผิวได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งมอยเจอร์ไรเซอร์สูตรน้ำก็มีหลายแบรนด์ให้เลือกใช้ เช่น Cactus Water Moisturizer ของ BOSCIA ที่เคลมว่าเป็นมอยส์เจอร์ไรเซอร์เนื้อบางเบา ซึมซาบเข้าสู่ผิวได้อย่างรวดเร็ว ให้ผิวที่กระหายน้ำได้รับการเติมความชุ่มชื้น ผลลัพธ์คือผิวที่นุ่ม เรียบเรียน และมีสมดุลอย่างสุขภาพดี

  1. ใช้มอยเจอร์ไรเซอร์กับผิวที่เปียกหมาด ๆ

มอยเจอร์ไรเซอร์จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น หากทาในขณะที่ผิวยังเปียกหมาด ๆ (ซับผิวให้หมาดหรือพอให้มีความชื้นเล็กน้อย) ซึ่งจะช่วยให้มอยเจอร์ไรเซอร์ซึมเข้าผิวได้ดีกว่าผิวที่แห้งสนิท

7 เคล็ดลับเพื่อผิวชุ่มชื้นขั้นสุด

  1. มองหาผลิตภัณฑ์ขั้นกว่า

หากต้องการความชุ่มชื้นที่มากขึ้น ลองมองหาสกินแคร์เพิ่มเข้ามาในขั้นตอนการบำรุงผิว เช่น เซรั่ม (ใช้หลังจากล้างหน้า ทาก่อนใช้มอยเจอร์ไรเซอร์) เช่นตัว Vitamin Nectar Glow Juice Antioxidant Face Serum ของ FRESH ที่มีเนื้อสัมผัสแบบ water-oil มอบความชุ่มชื้น แต่บางเบาไม่เหนียวเหนอะหนะ และไม่ก่อให้เกิดการอุดตัน

  1. ปรนนิบัติผิวด้วยชีตมาสก์

ชีสมาสก์ ทำให้เรื่องความชุ่มชื้นในผิวเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น เพราะไม่เพียงแค่เป็นการปรนนิบัติผิวให้ดูสุขภาพดีแล้ว ยังช่วยให้ผิวกักเก็บความชุ่มชื้นไว้ได้อย่างยาวนาน ซึ่งวิธีนี้จะใช้ได้ผลก็ต่อเมื่อเลือกใช้สูตรที่ถูกต้อง ลองมาสก์หน้าด้วย Luminous Dewy Skin Mask ของ TATCHA ชีตมาส์กที่มีน้ำมันจากพืช เพื่อเติมความชุ่มชื้นแก่ผิวหน้าถึงขีดสุด เผยผิวโกลว์ฉ่ำวาว

  1. ฉีดสเปรย์น้ำแร่ระหว่างวัน

ในช่วงเวลาที่ผิวต้องการเติมความชุ่มชื้นระหว่างวัน ลองฉีดสเปรย์น้ำแร่ ตัว Facial Spray With Aloe Herbs & Rose ของ MARIO BADESCU ซึ่งจะช่วยเติมความชุ่มชื้นให้กับผิวหน้าได้ ไม่ว่าจะในออฟฟิศหรือบนเครื่องบินหรือที่ที่มีอากาศหนาวเย็น โดยไม่ลบเลือนเมคอัพ พร้อมรับกับความสดชื่นในตอนกลางวันได้เป็นอย่างดี

อ้างอิง

sunscreen

กันแดดสําหรับคนเป็นสิว หากคุณมีสิว ให้มองหาส่วนผสมทั้ง 2 ตัวนี้!

July 9, 2021

ความสำคัญของกันแดดที่มีต่อคนเป็นสิว

 เราเข้าใจดีว่าการที่ต้องทาครีมกันแดดทุกวันอาจสร้างความรำคาญเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับคุณได้อย่าง การไม่สบายหน้า รู้สึกหน้าเมือกหน้ามันตลอดเวลาหลังทา แต่เรากำลังจะบอกว่าการทาครีมทุกวันนั้นเหมาะอย่างยิ่งในกลุ่มคนที่เป็นสิว เพราะใบหน้าที่อ่อนแอของคุณต้องเผชิญกับรังสี UV อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งการสัมผัสโดนรังสี UV อย่างต่อเนื่องทำให้รอยแผลเป็นจากสิวมีรอยดำหรือคล้ำมากขึ้น กระตุ้นการเกิดสิวผด (Mallorcan Acne) เกิดการอักเสบระคายเคืองต่อผิวหน้า และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งผิวหนังในระยะยาวได้

 2 ส่วนผสม ในกันแดดที่เหมาะกับผิวเป็นสิวง่าย

การเลือกซื้อครีมกันแดดสำหรับสำหรับคนเป็นสิว นอกจากจะต้องดูค่า SPF และ PA แล้ว ต้องเลือกประเภทของผลิตภัณฑ์ที่แบ่งตามการออกฤทธิ์ป้องกันผิวด้วย ซึ่งมี 2 แบบ คือ แบบกายภาพ (Physical) และแบบเคมี (Chemical) ซึ่งครีมกันแดดทางกายภาพถือว่าระคายเคืองน้อยกว่าเมื่อเทียบกับแบบเคมี หากคุณใช้แบบเคมีอยู่อาจมีแนวโน้มทำให้ผิวเป็นสิวได้ง่ายขึ้น ที่เกิดจากการระคายเคืองและการอักเสบของผิว ครีมประเภทนี้ก็มีข้อเสียอยู่เหมือนกัน เช่น หลุดออกง่ายเมื่อมีเหงื่อหรือโดนน้ำ ดังนั้นต้องทาซ้ำบ่อย ๆ เมื่อใช้

หากสภาพผิวมีความบอบบางและมีแนวโน้มที่จะเกิดสิวได้ง่าย ควรเลือกใช้ครีมกันแดดแบบกายภาพที่มีส่วนผสม ซิงค์ออกไซด์ (Zinc Oxide) และไททาเนียมไดออกไซด์ (Titanium Dioxide) หรือ ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมทั้ง 2 ตัวรวมกัน

  • ซิงค์ออกไซด์ (Zinc Oxide) : ป้องกันทั้งรังสี UVA และ UVB
  • ไททาเนียมไดออกไซด์ (Titanium Dioxide) : ป้องกัน UVA ได้ดีไม่เท่าซิงค์ออกไซด์ แต่มีความอ่อนโยนต่อผิว

ครีมกันแดดมิเนรัลที่มีส่วนผสมข้างต้นสามารถป้องกันการเกิดสิว ปกป้องผิวจากทั้งรังสี UVA และ UVB จากแสงแดดด้วยวิธีการสะท้อนกลับ เมื่อทาครีมกันแดดแบบ Physical มันจะเคลือบอยู่บนผิวหนัง พอโดนแสงแดดก็จะทำหน้าที่สะท้อนรังสี UV ให้ออกไปจากผิวหนังได้ อย่างไรก็ตามหลีกเลี่ยงส่วนผสมที่ปรากฎบนฉลากต่อไปนี้

  • น้ำหอม (Fragrance)
  • สารกันเสีย (Paraben)
  • ซิลิโคน (Silicone)
  • แอลกอฮอล์ (Alcohol) – ทำให้ผิวแห้ง
  • โพรพิลิน ไกลคอล, พีจี (Propylene Glycol, PG) – สารก่อการอุดตัน
  • เอโวเบนโซน (Avobenzone) – อาจก่อให้เกิดการระคายเคือง / อักเสบ

และให้มองหาคำเหล่านี้แทน Non-comedogenic (ไม่มีส่วนผสมที่ทำให้อุดตันรูขุมขน), Non-acnegenic (ไม่ก่อให้เกิดสิว), ปราศจากน้ำหอม (Fragrance-Free), ปราศจากน้ำมัน (Oil-Free), ปราศจากโซเดียมลอริลซัลเฟต (Sodium Lauryl Sulfate : SLS) ทั้งนี้เนื้อสัมผัสกันแดดชนิดแบบนี้ ค่อนข้างเกลี่ยยาก มีความหนาทึบ อาจทิ้งคราบขาวที่ค่อนช้างชัดไว้บนใบหน้าได้ โดยเฉพาะถ้าทาบนผิวเหลืองหรือผิวแทน

แนะนำ 3 กันแดดสำหรับคนเป็นสิว ผิวแพ้ง่าย

  1. Cetaphil Sun SPF 50+ Light Gel

เซตาฟิล – เวชสำอางแบรนด์ดังจากอเมริกาที่เข้าใจผู้ที่มีผิวบอบบางและแพ้ง่าย ออกผลิตภัณฑ์กันแดดที่มีชื่อว่า ซัน เอสพีเอฟ 50+ ไลท์เจล ปราศจากสารก่อให้เกิดการระคายเคือง ไม่ว่าจะเป็น พาราเบน และ อิมัลซิไฟเออร์ พร้อมป้องกันรังสี อินฟาเรด ที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดริ้วรอยก่อนวัย ที่สำคัญมีส่วนผสมอย่าง Titanium Dioxide และป็นผลิตภัณฑ์ Hypoallergenic ที่ได้รับการรับรองแล้วว่าใช้แล้วไม่แพ้

Cetaphil Sun SPF 50+ Light Gel

Cetaphil – Sun SPF 50+ Light Gel  (ราคา 1,155 บาท)

  1. Aveeno Positively Mineral Sensitive Skin Sunscreen SPF 50

อาวีโน่ – ครีมกันแดดสำหรับผิวแพ้ง่าย ยี่ห้อที่คุณหมอที่อเมริกาแนะนำว่าเหมาะกับผู้เป็นสิวมีผิว ผิวบอบบาง แพ้ง่าย เป็นกันแดดที่มี Zinc Oxide มากถึง 21.6% ช่วยต้านการระคายเคือง มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบบอ่อน ๆ ช่วยลดผดผื่นแพ้ และยังมีคุณสมบัติเป็นสารแอนติออกซิแดนท์อีกด้วย

Aveeno Positively Mineral Sensitive Skin Sunscreen SPF 50

Aveeno – Positively Mineral Sensitive Skin Sunscreen SPF 50 (ราคา 750 บาท)

 

  1. CeraVe Hydrating Sunscreen Face Lotion SPF 50

เซราวี – เวชสำอางแบรนด์ดังจากอเมริกา ที่มีขายในไทยตามแพลตฟอร์มช็อปปิ้งออนไลน์ต่าง ๆ ซึ่งตัว Hydrating Sunscreen Face Lotion SPF 50 เรียกได้ว่าเป็นกันแดดสำหรับคนเป็นสิว ผิวบอบบาง แพ้ง่าย ที่มีความน่าสนใจเพราะมีส่วนผสมทั้ง 2 ตัว Zinc Oxide 7% และ Titanium Dioxide 9% มีคุณสมบัติช่วยป้องกันรังสี UV ได้ทุกชนิด เนื้อบางเบา อ่อนโยน ไม่ก่อให้เกิดการอุดตัน และไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้

CeraVe Hydrating Sunscreen Face Lotion SPF 50

 

CeraVe – Hydrating Sunscreen Face Lotion SPF 50 (ราคา 740 บาท)

อ้างอิง

skin

คนเกาหลีดูแลผิวยังไง นี่คือ 5 ขั้นตอนที่ใช้ดูแลผิวในตอนเช้า

July 9, 2021

5 สเต็ปสกินแคร์รูทีนในตอนเช้า

กิจวัตรการดูแลผิวของสาวเกาหลีนั้นถือได้ว่าเข้มข้นมาก ซึ่งบางครั้งอาจมีมากกว่า 10 ขั้นตอน แต่ในช่วงเช้ามักเป็นชั่วโมงที่เร่งรีบของทุกคน จริง ๆ แล้ว เราสามารถปรับเปลี่ยนผลิตภัณฑ์และขั้นตอนต่าง ๆ เพื่อให้เหมาะกับสภาพผิวและวิถีชีวิตของแต่ละคนได้ ด้วยปัจจัยการใช้ชีวิตที่แตกต่างไม่จำเป็นต้องทำครบทุกขั้นตอน อย่างไรก็ตามเราขอแนะนำ 5 กิจวัตรการดูแลผิวในตอนเช้าของคนเกาหลี ที่เป็นประโยชน์ต่อทุกคน โดยสามารถใช้สกินแคร์ที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น อาจะมีคำแนะนำเล็ก ๆ น้อย ๆ ในส่วนของประโยชน์ในแต่ละผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อผิวเพิ่มเติม

คนเกาหลีดูแลผิวยังไง นี่คือ 5 ขั้นตอนที่ใช้ดูแลผิวในตอนเช้า

ขั้นตอนที่ 1: ทำความสะอาดผิวหน้าทั้ง 2 ครั้ง ด้วยผลิตภัณฑ์ 2 ชนิด (Double Cleansing)

การทำความสะอาดสองครั้งเป็นหัวใจสำคัญของกิจวัตรการดูแลผิวของเกาหลี เริ่มแรกให้ล้างหน้าทำความสะอาดผิวหน้า ด้วยเทคนิค Double Cleansing สาวเกาหลีจะใช้วิธีล้างหน้า 2 รอบ เริ่มจากการใช้คลีนซิ่งแบบออยล์และตามด้วยคลีนซิ่งแบบโฟมเพื่อล้างหน้าอีกครั้ง สาเหตุที่ต้องล้างหน้าสองรอบด้วยผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างกัน ก็เพราะคลีนซิ่งแบบออยล์จะช่วยลบเมคอัพที่ล้างออกยากได้อย่างหมดจด ซึ่งเครื่องสำอางบางตัวอาจเป็น waterproof การล้างหน้าด้วยโฟมล้างหน้าเพียงอย่างเดียวอาจทำความสะอาดได้ไม่มากพอ ส่วนคลีนซิ่งแบบโฟมจะช่วยล้างเอาคราบเหงื่อ สิ่งสกปรก และความมันออกจากผิว จึงช่วยทำความสะอาดผิวได้อย่างล้ำลึก ลดโอกาสที่จะเกิดสิวขึ้นใหม่ได้อีกด้วย

ขั้นตอนที่ 2: โทนเนอร์ (Toner)

 การใช้โทนเนอร์หลังล้างหน้าจะช่วยปรับสมดุลค่า pH ของผิว เพิ่มความชุ่มชื้น และช่วยให้สกินแคร์ที่คุณต้องการลงในลำดับถัดไปถูกดูดซับเข้าสู่ผิวได้ดียิ่งขึ้น ผลิตภัณฑ์โทนเนอร์แบรนด์เกาหลีส่วนใหญ่ มักจะมีส่วนผสมสำคัญอย่าง AHA, BHA หรือ สารสกัดจากธรรมชาติ ที่มีคุณสมบัติช่วยต่อต้านริ้วรอย ความเหี่ยวย่น และลดการเกิดสิว โดยวิธีการใช้โทนเนอร์ก็มีหลากหลายสามารถทำได้ทั้ง เทโทนเนอร์ใส่สำลีแผ่นแล้วเช็ดผิวเบา ๆ หรือเทโทนเนอร์ใส่ฝ่ามือแล้วค่อย ๆ กดไปจนทั่วใบหน้า

ขั้นตอนที่ 3: เอสเซนส์  (Essence)

 หลังจากใช้โทนเนอร์ปรับสมดุลผิวเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการเติมความฉ่ำน้ำให้ผิวขั้นสุด ด้วยการตบ Essence หนึ่งในเคล็ดลับที่สาวเกาหลีมีผิวดี คือการใช้สกินแคร์หลายตัวที่มีความบางเบาแต่หลายเลเยอร์ ไม่ใช่การทาครีมเนื้อหนาแบบตัวเดียวจบ ความต่างระหว่างโทนเนอร์และเอสเซนส์ คือ เอสเซนส์จะมีความบางเบากว่าโทนเนอร์ มีลักษณะเนื้อสัมผัสเป็นน้ำคล้ายเจล ซึบซาบเข้าสู่ผิวได้ง่ายและรวดเร็ว เอสเซนส์มีคุณสมบัติช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นให้แก่ผิว ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ผิวดูดซึมมอยเจอร์ไรเซอร์ และครีมบำรุงอื่น ๆ ได้ดีขึ้น นอกจากจะให้ความชุ่มชื้นที่เหมาะสมในช่วงเช้าแล้ว ยังช่วยลดการผลิตซีบัมของต่อมไขมันได้ตลอดวัน

ขั้นตอนที่ 4: มอยเจอร์ไรเซอร์ (Moisturizer)

 เป็นไปได้ว่าขั้นตอนนี้อยู่ในขั้นตอนการดูแลผิวตอนเช้าอยู่แล้ว เพียงแค่เลือกสกินแคร์ให้เหมาะสมกับผิว เพิ่มเติม เช่น หากคุณมีผิวมัน ให้หลีกเลี่ยงมอยเจอร์ไรเซอร์ที่มีส่วนผสมน้ำมันแร่และซิลิโคน เลือกที่เป็นเนื้อเจลแทนที่จะเป็นครีมที่มีความเข้มข้นเกินไป มอยเจอร์ไรเซอร์ที่เหมาะสมจะไม่ทำให้ผิวของรู้สึกมันหรือเหนียว ควรรู้สึกเหมือนมีเกราะป้องกันบนผิวเพื่อให้กันแดดและเมคอัพติดทนนานยิ่งขึ้น

ขั้นตอนที่ 5: ครีมกันแดด (Sunscreen)

 จะไม่มีประโยชน์เลยหากคุณทำทุกขั้นตอนข้างต้น แต่ไม่ได้ปกป้องผิวจากการถูกทำร้ายด้วยรังสียูวีเอและรังสียูวีบี ด้วยครีมกันแดดดี ๆ สักตัว แน่นอนว่าต้องทาทุกวันแม้จะเป็นวันที่ดูเหมือนว่าจะมีเมฆมากก็ตาม เพราะรังสียูวีสามารถเล็ดลอดเข้าไปสัมผัสกับผิวหนังได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะคุณจะอยู่ที่บ้าน, วันที่ไม่มีแดด, หรือ แม้แต่การสวมใส่เสื้อผ้าอยู่ก็ตาม

คนเกาหลีดูแลผิวยังไง 5 สเต็ปสกินแคร์รูทีนในตอนเช้า

 ลองใช้เครื่องสำอางเกาหลีดีไหม?

 ลองอะไรใหม่ ๆ เพื่อผิวบ้างดีไหม? นี่เป็น 5 เหตุผลที่คุณควรลองเครื่องสำอางเกาหลี เพื่อนำมาปรับใช้เป็นสกินแคร์รูทีนในตอนเช้า

  1. นวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ – เนื่องจากสาวเกาหลีมีความต้องการและดูแลผิวอย่างเข้มข้น บริษัทด้านความงามต่าง ๆ จึงมีการลงทุนในการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างสูตรที่แปลกใหม่ไม่เหมือนใครอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของสาวเกาหลี
  2. ส่วนผสมจากธรรมชาติ – สกินแคร์เกาหลีนิยมใช้ส่วนผสมจากธรรมชาติมากกว่าการใช้สารเคมีที่รุนแรงและเป็นอันตราย มีความละเอียดอ่อนที่ให้ความรู้สึกเบาสบายแก่ผิว ตั้งแต่การใช้น้ำผึ้ง แตงกวา ไปจนถึงส่วนผสมที่แปลกใหม่ เช่น เมือกหอยทาก เป็นต้น
  1. คุณภาพและประสิทธิภาพ – เนื่องจากสาว ๆ ในเกาหลีมีมาตรฐานที่ค่อนข้างสูงในการซื้อและเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง บริษัทด้านความงามจึงถูกให้ปฏิบัติตามข้อกำหนดเหล่านี้ ด้วยการผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพด้วยส่วนผสมที่มีคุณภาพสูง 
  1. บรรจุภัณฑ์ดึงดูดความสนใจ – แบรนด์เกาหลีให้ความสำคัญกับบรรจุภัณฑ์เป็นอย่างมาก สังเกตได้จากคอลเลคชั่นเครื่องสำอางของ innisfree หรือ etude เครื่องสำอางเกาหลีมักจะบรรจุในบรรจุภัณฑ์ที่สวยงามและน่ารัก แน่นอนว่าคุณจะหลงรักและพร้อมเสียเงินในทันที มีตั้งแต่ลิปกลอสแสนน่ารักที่เป็นรูปไอศครีม ไปจนถึงแฮนด์ครีมให้ความชุ่มชื้นรูปพีช 
  1. ผลิตภัณฑ์มีราคาไม่แพง – ความต้องการ ส่งผลให้เกิดการแข่งขันระหว่างบริษัทความงามในเกาหลีเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า มีการแข่งขันกันระหว่างแบรนด์ความงามอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนำไปสู่การผลิตผลิตภัณฑ์ที่คุณภาพสูง ที่ตามมาด้วยราคาไม่แพงอย่างที่คิด

อ้างอิง

sunscreen

กันแดด อาจไม่พอ ควรเสริมพลังการปกป้องให้ผิวเพิ่ม 3 ตัวช่วย

July 9, 2021

แม้จะไม่มีแดดแต่ผิวก็ต้องการ SPF

หลายคนคงรู้อยู่แล้วว่า รังสีในแดดที่เป็นอันตรายต่อผิว คือ รังสี UVA และ UVB การอยู่ท่ามกลางแดดที่ร้อนระอุและนานเกินไปส่งผลให้ผิวถูกทำร้ายอย่างรุนแรง ผิวไหม้แดง และผิวอักเสบ ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายต่อผิว DNA ก่อมะเร็งผิวหนัง และทำให้ผิวแก่ก่อนวัย เหี่ยวย่น มีริ้วรอยร่องลึก เกิดจุดด่างดำ หากคุณคิดว่าจะหลบหลีกแสงแดดในฤดูหนาวหรือหลบแดดอยู่ในที่ร่มโดยที่ไม่จำเป็นต้องทา กันแดด คุณอาจคิดผิด! เพราะสถานการณ์ต่าง ๆ ต่อไปนี้ทำให้เห็นว่าแม้ไม่มีแดด รังสีก็สามารถเข้าถึงตัวคุณได้ทุกที่

  1. ในที่ร่ม

รังสี UVA สามารถผ่านทะลุกระจกได้ แม้เราอยู่ในอาคารหรือบ้าน และเข้าสู่ผิวหนังชั้นหนังแท้ของเรา ลอกนึกดูว่าคุณได้ใช้เวลาทั้งวัน อยู่ในห้องที่มีแสงแดดส่องผ่านทางหน้าต่างอยู่ตลอดเวลาใช่หรือไม่? ถ้าคำตอบคือใช่ หมายความว่าคุณได้รับรังสี UVA ในปริมาณที่ใกล้เคียงกับพอ ๆ กับการออกไปอยู่ข้างนอกเลย

  1. ผ่านเสื้อผ้า

หลายคนคงคิดว่าเสื้อผ้าสามารถป้องกันแสงแดดไม่ให้โดนผิวได้ แต่ผ้าที่มีน้ำหนักเบาบางอย่าง ผ้าไหม ผ้าเครป หรือ ผ้าฝ้าย มักปล่อยให้แสงผ่านเข้ามาสู่ผิวของเรา ยิ่งเสื้อผ้าสีอ่อน ยิ่งมีโอกาสดูดแสงเข้าผิวมากขึ้นเท่านั้น ตามหลักการทั่วไปเสื้อยืดสีขาวช่วยกันรังสี UV ได้น้อยมาก เพื่อการปกป้องที่มากขึ้นแนะนำให้สวมเสื้อผ้าที่มีสีเข้มและเป็นผ้าทอเนื้อแน่น เช่น โพลีเอสเตอร์, เรยอน, ผ้าวูล, เดนิม หรือผ้าลูกฟูก

  1. ในฤดูหนาว

ชั้นโอโซนเป็นส่วนหนึ่งของบรรยากาศที่ดูดซับรังสีจากดวงอาทิตย์ เมื่อถึงช่วงฤดูหนาวชั้นโอโซนจะบางลง ส่งผลให้การป้องกันแสงแดดนั้นน้อยลงตามไปด้วย มูลนิธิโรคมะเร็งผิวหนังแนะนำว่าก่อนให้ทาครีมกันแดดทั่วเรือนร่างก่อนแต่งตัว หากไม่มีเวลาจริง ๆ อย่างน้อยควรทาครีมกันแดดแถวบริเวณ หูและคอก่อนออกจากบ้าน

  1. วันที่มีเมฆมาก

แม้ในวันที่แอพพยากรณ์อากาศแจ้งเตือนในมือถือว่า วันนี้เป็นวันที่ท้องฟ้ามีเมฆมาก มันก็ยังคงจะมีรังสียูวีจากดวงอาทิตย์ มากถึง 80% น่าเสียดายที่ในวันที่แม้แต่มีท้องฟ้าครึ้ม ๆ รังสียูวีจากดวงอาทิตย์ก็ยังคงทำงานและมาทำร้ายผิวได้ของเราได้อยู่ดี

  1. บนเขาสูง

ตามรายงานของมูลนิธิโรคมะเร็งผิวหนัง รังสี UVB ในแดดก่อให้เกิดอันตรายและทำให้ผิวไหม้ แม้ว่าจะเล่นสกีอยู่บนเทือกเขามากกว่าการไปพักผ่อนตามชายหาด หิมะสะท้อนรังสีจากดวงอาทิตย์ได้มากถึง 80% ดังนั้นเมื่อคุณไปเที่ยวยอดเขาที่สูงครั้งต่อไป อย่าลืมที่จะทาครีมกันแดดให้ทั่วทั้งใบหน้าเพื่อป้องกันแสง UV ที่เพิ่มขึ้นจากการสะท้อนของดวงอาทิตย์

ปกป้องผิวจากรังสี UV ด้วย 3 ตัวช่วย

 จากข้อมูลข้างต้นไม่ว่าคุณจะอยู่ในสถานการณ์ไหน ฤดูกาลอะไร คุณก็ไม่อาจหลบเลี่ยงรังสีจากดวงอาทิตย์ได้เลย แม้แต่ในฤดูหนาวก็ตาม! ยิ่งอากาศประเทศไทยอยู่ในเขตร้อนชื้น ที่มีแสงแดดแรงทั้งปี สัมผัสได้แต่ความร้อน ร้อนมาก และร้อนที่สุดด้วยแล้ว ยิ่งควรให้ความสำคัญกับการป้องกันผิวจากแสงแดด แน่นอนว่าทุกคนทาครีมกันแดดกันเป็นประจำทุกวัน แต่จะดีกว่าหรือไม่ถ้าเราได้รับการปกป้องผิวจากตัวช่วยอื่น ๆ อีก อย่าง 3 ตัวช่วยดี ๆ เหล่านี้ ที่จะเสริมเกราะป้องกันผิวจากการทำร้ายของแสงแดดและช่วยให้ผิวแข็งแรงห่างไกลจากริ้วรอยก่อนวัย

  • เบสเมกอัพ

ในวันที่ไม่อยากแต่งหน้า แม้แต่การลงรองพื้นเราแนะนำให้เลือกลงเบสเมกอัพที่มีส่วนผสมของ SPF ไม่ว่าจะเป็นทินต์, มอยส์เจอไรเซอร์, บีบี ครีม, ซีซี ครีม หรือเบสเมกอัพอย่างคอเร็กเตอร์ เพราะนอกจากจะช่วยป้องกันผิวจากการทำร้ายของแสงแดดควบคู่กับกันแดดแล้วยังช่วยให้ริ้วรอยหรือรอยตำหนิต่าง ๆ ดูเรียบเนียนมากขึ้น

เบสเมกอัพ

Chanel – LE BLANC LA BASE SPF 40 (ราคา 2,350 บาท)

  • ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม

ในต่างประเทศมีการจำหน่ายอาหารเสริมและวิตามินเสริม ที่ช่วยในเรื่องของการบำรุงผิวให้แข็งแรงจากภายใน ลดปัญหาผิวอักเสบ ป้องกันการเกิดมะเร็งผิว รวมทั้งผิวเสียจากการเบิร์น สำหรับประเทศไทยนั้นก็มีผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่ช่วยป้องกันแสงแดดเพื่อผิวกระจ่างใส ปรับสีผิวให้ดูสม่ำเสมอ อยู่เช่นกัน อย่างไรก็ตามควรใช้กันแดดควบคู่ไปด้วยและพยายามหลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดเป็นเวลานาน

ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม

Serina Sun ผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดด (ราคา 690 บาท)

  • แป้งฝุ่นกันแดด

เพื่อเป็นการปกป้องผิวจากแสงแดดอีกขั้น หลังลงเบสเมกอัพหรือครีมกันแดดแล้วให้ใช้แป้งฝุ่นที่มีส่วนผสมของสารกันแดด เพื่อทัชอัพระหว่างวันเพียงเท่านี้ก็จะช่วยเสริมพลังการปกป้องแดดแบบคูณสองได้ แนะนำให้เลือกแป้งที่เป็นสูตรมิเนรัล เพื่อช่วยสะท้อนรังสียูวีและลดการอุดตันรูขุมขน

Sea Set & Go Mineral Powder SPF 30 จาก Tart (ราคา 1,100 บาท)

 

อ้างอิง

acne

สิวฮอร์โมนรักษายังไง มารับมือปัญหาผิวกับสิวฮอร์โมนใน 3 วิธี

July 8, 2021

จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นสิวฮอร์โมน?

สิวฮอร์โมน เป็นลักษณะของสิวที่มีความสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนของร่างกาย สิวประเภทนี้คือความแปรปรวนของฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) และโปรเจสเตอโรน (Progesterone) หรือ การที่มีฮอร์โมนเพศชายในสัดส่วนที่เยอะกว่าฮอร์โมนเพศหญิง สิวดังกล่าวมักเกิดตรงครึ่งล่างของใบหน้า โดยเฉพาะบริเวณกรามหรือคาง บางทีก็ขึ้นบริเวณแผ่นหลัง เป็นสิวรูปแบบหนึ่งที่ทำให้เกิดสิวเรื้อรังและเกิดรากลึกลงไปในผิวหนังซึ่งสร้างความเสียหายได้มากกว่าสิวหัวขาวหรือสิวหัวดำแบบทั่ว ๆ ไป

ส่วนใหญ่สิวประเภทนี้มักจะเป็นในช่วงก่อนมีประจำเดือนในเพศหญิง ส่วนในเพศชายมักพบได้ทุกช่วงเริ่มต้นเข้าสู่วัยรุ่น ซึ่งโอกาสในการเป็นสิวฮอร์โมนมีมากกว่า 50% ที่เกิดขึ้นในผู้หญิงวัย 20 – 29 ปี และมีประมาณ 25% ในช่วงอายุ 40 – 49 ปี ที่สิวฮอร์โมนยังคงเกิดขึ้นอยู่ อาจมีการเกิดสิวขึ้นใหม่เรื่อย ๆ ในช่วงวัยหมดประจำเดือนอันเนื่องมาจากความแปรปรวนของฮอร์โมนในร่างกาย ดูเหมือนว่าไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไหร่สิวก็อาจทำลายวันดี ๆ ของคุณได้ และนี่คือสัญญาณที่บ่งบอกว่าสิวของคุณเกี่ยวข้องกับความแปรปรวนของฮอร์โมน

จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นสิวฮอร์โมน

  • ขึ้นบริเวณคางและกราม

ฮอร์โมนส่วนเกินในร่างกายมักไปกระตุ้นต่อมน้ำมันซึ่งส่วนใหญ่อยู่ที่บริเวณคาง ต่อมน้ำมันส่วนเกินเหล่านี้ทำให้ผิวบริเวณดังกล่าวเป็นจุดสำคัญที่ทำให้เกิดสิวชนิดนี้ แม้ว่าคางและกรามจะเป็นจุดที่พบได้บ่อยสำหรับการเป็นสิวฮอร์โมน แต่ก็อาจเกิดขึ้นที่ด้านข้างของใบหน้า ใต้แก้ม ตามลำคอ หรือ รอบริมฝีปากก็ได้

  • เป็นสิวเดือนละครั้ง

สิวฮอร์โมนมักปรากฏเป็นวัฏจักรเหมือนกับรอบเดือนของผู้หญิง แม้หมดประจำเดือนก็อาจเป็นสิวฮอร์โมนได้อยู่ ผู้หญิงวัยนี้ยังคงประสบกับระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนที่ไม่สมดุลอยู่ แม้ว่าจะต่ำกว่าตอนก่อนหมดประจำเดือนก็ตาม สิวฮอร์โมนมักจะขึ้นที่เดิมทุกเดือนเช่นกัน ทั้งนี้เป็นผลมาจากการที่รูขุมขนกว้างขึ้นจากการเป็นสิวครั้งก่อน

  • เครียดเกินไป

ยิ่งเครียด สิวยิ่งขึ้น เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณเครียดฮอร์โมนคอร์ติซอลจะถูกกระตุ้นให้หลั่งมากขึ้น (คอร์ติซอลเป็นฮอร์โมนที่เกี่ยวกับความเครียด) การหลั่งของฮอร์โมนกระตุ้นให้ต่อมไขมันบนผิวหนังผลิตน้ำมันออกมากเกินไป ส่งผลต่อการทำงานของต่อมไขมันและอาจทำให้เกิดสิว หรือทำให้สิวที่เป็นอยู่รุนแรงขึ้น 

นี่คือ 3 วิธีรักษาสิวฮอร์โมน

วิธีที่ 1 : การใช้ยาคุมกำเนิด / ยาคุมฮอร์โมน

ยาคุมกำเนิดนั้นมีหลายประเภท ซึ่งบางตัวยาในยาคุมสามารถทำงานร่วมกันเพื่อช่วยปรับระดับฮอร์โมนที่อาจทำให้เกิดสิวได้ อย่างไรก็ตาม หากต้องใช้ยาคุมกำเนิดเพื่อรักษาสิวฮอร์โมน ควรปรึกษาแพทย์ทุกครั้ง เพราะสิวที่คุณเข้าใจว่าเป็นสิวฮอร์โมนบางทีอาจเกิดจากปัจจัยอื่น อย่าง การแพ้สารเคมี, ฝุ่นละออง, การมีสุขอนามัยที่ไม่ดี ซึ่งการใช้ยาคุมอาจไม่ได้ผล

วิธีที่ 2 : การใช้ยารักษาสิว

การใช้ยารักษาสิว เช่น เรตินอยด์, Benzoyl peroxide, AHA ช่วยกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวเก่าที่อุดตันรูขุมขน อย่างการใช้เรตินอยด์สามารถใช้รักษาสิวแบบระยะยาวได้ มันจะช่วยยับยั้งการอักเสบ ควบคุมการผลัดผิว และเพิ่มการผลิตคอลลาเจนและอีลาสตินให้แก่ผิว เรตินอยด์มีความเข้มข้นหลายระดับและมีข้อจำกัดในการใช้ เมื่อเริ่มใช้ครั้งแรกอาจมีผลข้างเคียงที่รุนแรง เช่น ผิวแห้ง แดง เป็นขุย จึงเป็นยาที่ต้องสั่งโดยแพทย์เท่านั้น

3 วิธีรักษาสิวฮอร์โมน

วิธีที่ 3 : ล้างหน้าให้สะอาด

หากจำเป็นต้องแต่งหน้า การทำความสะอาด 2 ขั้นตอน เป็นสิ่งสำคัญมาก เริ่มต้นด้วยการเช็ดหน้าจากรีมูฟเวอร์สำหรับคนเป็นสิว เพื่อขจัดคราบเครื่องสำอาง สิ่งสกปรก ครีมกันแดด ฯลฯ จากนั้นจึงตามด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่มีฟองอ่อนโยนเพื่อให้แน่ใจว่าผิวจะสะอาดที่สุด อาจใช้ยาแต้มสิวที่มีส่วนผสมที่ช่วยให้สิวแห้ง ไม่จับแกะ ให้สิวอักเสบ หมั่นล้างหน้าให้สะอาดและถูกวิธี ดูแลไม่ให้เกิดสิวใหม่

อ้างอิง

skin

ผิวขาดความชุ่มชื้น แห้งกร้าน? ให้มองหาสกินแคร์ที่มีส่วนผสมเหล่านี้

July 8, 2021

ลักษณะ ผิวขาดความชุ่มชื้น

ผิวที่สูญเสียความชุ่มชื้น เป็นภาวะ ผิวขาดความชุ่มชื้น หรือขาดน้ำไปหล่อเลี้ยงเซลล์ผิวใต้ชั้นผิวหนังจึงทำให้ผิวแห้งกร้านไม่เรียบเนียน สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกสภาพผิว สังเกตเห็นได้ชัดในคนที่มีผิวผสม ผิวมัน หรือ เวลาที่ผิวต้องเจอกับสภาพอากาศที่เย็นจัดหรือร้อนจัด แม้ว่าร่างกายจะผลิตไขมันออกมาจากรูขุมขนตามปกติ แต่ผิวก็ยังคงจะมีอาการแห้ง ลอก เป็นขุย ในบางคนมีอาการคันร่วมด้วยคล้ายกับลักษณะของคนผิวแห้ง ซึ่งสามารถดูแลและบำรุงผิวให้กลับมามีสุขภาพดีได้ด้วยการเติมน้ำ และความชุ่มชื้นในชั้นผิวอย่างล้ำลึกด้วยมอยเจอร์ไรเซอร์

ลักษณะ ผิวขาดความชุ่มชื้น

เลือกมอยเจอร์ไรเซอร์ให้เหมาะกับผิว

การเลือกใช้มอยส์เจอไรเซอร์ที่เหมาะสมกับสภาพผิวหน้าถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ผิวกลับมามีสุขภาพดี ในส่วนของการเลือกใช้มอยส์เจอไรเซอร์ให้เหมาะสมกับสภาพผิวนั้น ขอแยกตามประเภทของผิวหน้าไว้ดังนี้

  • ผิวธรรมดา (Normal Skin)
  • ผิวมัน (Oily Skin)
  • ผิวแห้ง (Dry Skin)
  • ผิวผสม (Combination Skin)

ผิวธรรมดา (Normal Skin): ลักษณะผิวที่มีความสมดุล ไม่แห้งตึงหรือมันจนเกินไป มีรูขุมขนขนาดเล็ก สามารถใช้มอยส์เจอไรเซอร์ฐานน้ำ (Water-based moisturizer) อาจอยู่ในรูปแบบโลชั่น เพราะช่วยให้แห้งเร็ว เบาสบายผิว ไม่รู้สึกเหนียวเหนอะหนะ หากใครที่ต้องการความชุ่มชื้นมาก ๆ สามารถเลือกใช้เป็นฐานน้ำมัน (Oil-based moisturizer) แต่เวลาที่ใช้อาจปรับตามสภาพอากาศ เช่น ถ้าอยู่ในประเทศที่มีอากาศเย็นหรือหนาว สามารถใช้ได้ทั้ง 2 เวลา เช้าและเย็น แต่หากอยู่ในประเทศที่อากาศร้อน เพื่อไม่ให้เกิดความเหนียวเหนอะหนะระหว่างวัน แนะนำให้ทาช่วงก่อนนอนจะดีที่สุด

ผิวมัน (Oily Skin): ลักษณะผิวจะมันวาว รูขุมขนกว้าง มีสิวอุดตันง่าย เนื่องจากมีการผลิตน้ำมันส่วนเกินออกมามากกว่าปกติ แม้ว่าผิวจะมันแต่มอยเจอร์ไรเซอร์ก็ยังจำเป็นต่อผู้ที่มีผิวประเภทนี้เช่นกัน แนะนำให้ใช้จะเป็นแบบฐานน้ำ (Water-based moisturizer) ที่อาจอยู่ในรูปแบบโลชั่นเหลว ซึ่งเมื่อเทียบกับครีมโลชั่นจะมีน้ำเป็นองค์ประกอบหลัก ข้อดีคือช่วยลดอัตราการเกิดสิวใหม่บนใบหน้า อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีผิวหน้ามันควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบเป็นสารที่เป็นน้ำมัน เช่น น้ำมันมะพร้าว โกโก้บัทเตอร์ (Cacao butter) หรือ ปิโตรเลียมเจลลี่ (Petroleum jelly)

ผิวแห้ง (Dry Skin): ลักษณะผิวจะค่อนข้างแห้ง ขาดน้ำ และขาดความกระจ่างใส เป็นผิวที่ควรใช้มอยส์เจอไรเซอร์เพื่อรักษาความชุ่มชื้นบนใบหน้าอย่างสม่ำเสมอ แนะนำว่าให้ใช้มอยส์เจอไรเซอร์ฐานน้ำมัน (Oil-based moisturizer) น้ำมันจะทำการเคลือบผิวไม่ให้ความชื้นจากผิวระเหยออกไปได้ ในกรณีที่มีผิวแห้งมากเป็นพิเศษ อาจใช้ผลิตภัณฑ์เนื้อขี้ผึ้งซึ่งมีความสามารถในการคลือบผิว ทำให้ลดการระเหยของน้ำได้มากกว่าผลิตภัณฑ์ชนิดโลชั่นหรือครีม แต่ข้อจำกัดของผลิตภัณฑ์เนื้อขี้ผึ้งคือ จะก่อให้เกิดความมันบนผิว อาจทำให้ไม่สะดวกหากทาตอนกลางวัน จึงแนะนำให้ทาตอนก่อนนอน

ผิวผสม (Combination Skin): ลักษณะผิวจะแห้ง และมีความมันในเวลาเดียวกันแต่บางบริเวณ เช่น หน้าผาก จมูก คาง รูขุมขนช่วง T-Zone จะกว้างเป็นพิเศษ อาจเลือกใช้มอยส์เจอไรเซอร์ที่มีความหนืดเเละให้ความชุ่มชื้นปานกลาง เป็นเนื้อโลชั่นกึ่งครีม ด้วยความที่ผิวมีสภาพทั้งผิวแห้งและผิวมัน อาจต้องให้การดูแลที่แตกต่างกันในแต่ละจุด หรือ เลือกใช้ให้เหมาะสมกับแต่ละส่วน เช่น ส่วนที่แห้ง ใช้มอยส์เจอไรเซอร์สำหรับคนผิวแห้ง และส่วนที่มัน ให้ใช้มอยส์เจอไรเซอร์สำหรับคนผิวมัน

เลือกมอยเจอร์ไรเซอร์ให้เหมาะกับผิว

ล็อคความชุ่มชื้นให้ผิวด้วยส่วนผสมเหล่านี้

  • Humectant – สารดูดความชื้น

เป็นสารดึงน้ำหรือสารที่ดูดความชุ่มชื้นจากชั้นหนังแท้มาสู่ชั้นหนังกำพร้า อธิบายง่าย ๆ ถ้าอากาศมีความชื้นมากพอจะดึงน้ำจากอากาศเข้าสู่ผิวได้ สารที่พบบ่อยเช่น Sodium hyaluronate, Collagen, Glycerin, Sorbitol, Propylene Glycerol, Urea, Hyaluronic Acid ฯลฯ แต่ถ้าอยู่ในสภาวะที่มีอกาศหนาวจนแห้ง อาจทำให้เกิดการดึงน้ำเข้าสู่ผิวได้น้อยลง ใครที่ผิวขาดความชุ่มชื้น ควรมองหาตัวช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นอย่างอื่นทดแทนด้วย

  • Occlusives – สารกักเก็บน้ำในผิว

สารที่ลดการระเหยของน้ำออก​จากผิว ช่วยให้ผิวไม่ขาดน้ำ ทำหน้าที่เคลือบผิวกันน้ำระเหยออกจากผิวปิดกั้นไม่ให้น้ำซึมผ่าน ผิวชั้นบนสุดจึงได้ความชุ่มชื้นจากชั้นหนังกำพร้าและชั้นหนังแท้ มักจะมาในรูปแบบของออยล์หรือบาล์ม เหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับคนที่มีผิวแห้งมาก ซึ่งสารที่มีประสิทธิภาพดีที่สุด คือ Petrolatum สามารถลดการระเหยของน้ำออกจากผิวได้ถึง 99% แต่ก็มีข้อเสีย คือ ทำให้รู้สึกหนักหน้าเมื่อทาครีม

  • Emollient – สารทำให้ผิวเนียนนุ่ม

เป็นสารที่ช่วยปลอบประโลมผิวให้ดูเรียบเนียน ทำให้ผิวที่แห้ง หยาบกร้าน เป็นขุย นั้นอ่อนนุ่มขึ้น แต่ก็ต้องยอมรับว่าประสิทธิภาพไม่ดีเท่าสารกลุ่มอื่น เพราะบางครั้งอาจมีการผสมของพาราฟิน ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่ได้จากกระบวนการกลั่นน้ำมันดิบ เป็นสารที่ช่วยให้ไฟติดได้และถ้าสะสมในผิวมาก ๆ จะเกิดการระคายเคืองได้ ฉะนั้นผิวแพ้ง่ายและบอบบางควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ สารที่ใช้บ่อยได้แก่ Cyclomethicone, Dimethicone Copolyol, Glyceryl Sterates ฯลฯ

อ้างอิง

skin

ผิวไหม้แดด บรรเทาอาการผิวถูกแดดเผาอย่างเร่งด่วน ด้วย 5 วิธี

July 8, 2021

ปัญหา ผิวไหม้แดด

 ผิวไหม้จากการถูกแดดเผา เป็นอีกหนึ่งปัญหาผิวที่พบได้บ่อยและยากที่จะหลีกเลี่ยง รังสี UV สามารถทำลายโมเลกุลที่สำคัญและสร้างความหายนะให้กับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เมื่อผิวสัมผัสกับรังสียูวี เม็ดสีผิวหรือที่เรียกว่าเมลานิน จะทำหน้าที่ปกป้อง DNA ของเซลล์ผิวไม่ให้ถูกทำลาย การผลิตเมลานินจะเร็วขึ้น นั่นเป็นสาเหตุที่ผิวของคุณเปลี่ยนไปเป็นสีแทนเมื่ออยู่กลางแดดไปได้สักพัก น่าเสียดายที่การเมลานินไม่สามารถป้องกันรังสียูวีได้ทุกชนิด และรังสีบางชนิดสามารถเล็ดลอดผ่านเข้ามาบนผิว และสร้างความเสียหายให้กับเซลล์ผิวได้ ทำให้มีการกระตุ้นการผลิตอนุมูลอิสระที่เพิ่มมากขึ้น

การถูกแดดเผาเป็นคำที่ใช้เรียกผิวที่แดง บางครั้งอาจบวมและเจ็บปวด ซึ่งเกิดจากการได้รับรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) จากแสงแดดนานเกินไป หรือ อยู่ท่ามกลางแดดจัดเป็นเวลานานกว่า 15 นาที โดยไม่ได้รับการปกป้อง หรือตากแดดเป็นเวลายาวนานโดยไม่ทาครีมกันแดดซ้ำ ส่งผลให้เกิดอาการแสบร้อน คัน แดงที่ผิวหนัง มีอาการระคายเคือง เกิดเป็นตุ่มใส และทำให้ผิวหมองคล้ำอย่างเห็นได้ชัด โดยสามารถแบ่งระดับความรุนแรงของอาการผิวไหม้ได้ 3 ระดับ คือ

ปัญหา ผิวไหม้แดด

การถูกแดดเผาระดับแรก : อาการของผิวที่ถูกแดดเผาระดับแรก จะมีสีแดงและเจ็บปวดเพียงเล็กน้อย ผิวจะค่อย ๆ ลอกเนื่องจากการผลัดของเซลล์ผิวหนัง เป็นการทำลายผิวหนังชั้นนอกและจะหายเองภายใน 2-3 วัน หลังจากนั้นอาการจะดีขึ้นตามลำดับ

การถูกแดดเผาระดับที่สอง : อาการของผิวไหม้แดดระดับที่สอง จะรู้สึกแสบคัน ผิวแดง บวม และรู้สึกเจ็บปวดเมื่อสัมผัสผิวบริเวณที่ถูกแดดเผา การถูกแดดเผาในระดับนี้อาจสร้างความรุนแรงทะลุผ่านผิวจากหนังกำพร้าลงไปจนถึงชั้นหนังแท้ ทำให้ชั้นใต้ผิวหนังเกิดความเสียหาย อาจต้องใช้ระยะเวลา 5-7 วัน ในการเฝ้าระวังและฟื้นบำรุงเพื่อให้ผิวกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง

การถูกแดดเผาระดับรุนแรง : อาการของผิวไหม้แดดระดับสุดท้ายที่ถือว่ารุนแรงที่สุด จะมีอาการปวดแสบปวดร้อนที่ผิวหนังมากกว่าปกติ มีอาการแดง คัน และมีตุ่มน้ำใส ๆ ควรพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อขอคำแนะนำและแนวทางการดูแลรักษาผิวไหม้แดดอย่างถูกวิธี อาจใช้เวลามากกว่า 2 สัปดาห์ ในการฟื้นบำรุงผิวไหม้แดดและหมองคล้ำ

การถูกแดดเผาเป็นคำที่ใช้เรียกผิวที่แดง บางครั้งอาจบวมและเจ็บปวด ซึ่งเกิดจากการได้รับรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) จากแสงแดดมากเกินไป การถูกแดดเผาอาจแตกต่างกันตั้งแต่เล็กน้อยไปจนถึงรุนแรง ด้วยสภาพแวดล้อมและแสงแดดที่แรงจัดที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ในบางเวลา ส่งผลให้ผู้ที่ต้องเผชิญกับแสงแดดเป็นระยะเวลานานเกิดปัญหาผิวไหม้แดดหรือผิวคล้ำเสียสะสมขึ้น หากแต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วเราจะมีวิธีการดูแลและฟื้นบำรุงผิวในขั้นต้นด้วยตัวเองง่าย ๆ ได้อย่างไรบ้าง

รักษาผิวไหม้แดดแบบเร่งด่วน

ไม่ว่าผิวที่ถูกทำร้ายจากแดดของคุณจะอยู่ในระดับใด คุณจำเป็นต้องมีวิธีการบรรเทาความเจ็บปวดที่ง่ายและรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาว่าอาการผิวไหม้จากแดดสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ระหว่าง 2 -3 หรืออาการอาจลากยาวนานไปจนถึงหลายสัปดาห์ ซึ่งเราต้องบอกคุณตรง ๆ ว่า ไม่มีวิธีแก้ผิวไหม้จากแดดให้หายในชั่วข้ามคืน! มีเพียงบางวิธีที่คุณสามารถทำได้เพื่อบรรเทาอาการอย่างรวดเร็ว โดยต้องเน้นไปที่ผลิตภัณฑ์ที่คืนความชุ่มชื้นให้กับผิว เช่น โลชั่นและครีม

รักษาผิวไหม้แดดแบบเร่งด่วน 

  • การบรรเทาอาการปวด – การบรรเทาอาการปวดที่ไม่ต้องสั่งโดยแพทย์ เช่น ไอบูโพรเฟน หรือยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ สามารถช่วยบรรเทาอาการปวดและลดอาการบวมได้
  • ปรับอุณภูมิในร่างกาย – ใช้ผ้าชุบน้ำหมาด ๆ หรือผ้าขนหนู หรืออาบน้ำเย็นเพื่อลดความร้อนในร่างกาย โดยหลีกเลี่ยงการใช้สบู่ในบริเวณที่ถูกแดดเผา
  • ดื่มน้ำปริมาณมาก – เพื่อปรับอุณภูมิผิวหลังโดนแดด แต่ถ้าไม่สามารถดื่มได้อย่างรวดเร็ว ให้ทานของว่างในผักและผลไม้ที่ให้ความชุ่มชื้น เช่น แตงโม แตงกวา สตรอเบอร์รี่ มะเขือเทศ เกรปฟรุต และแคนตาลูป ซึ่งทั้งหมดนี้มีน้ำเป็นส่วนประกอบมากกว่า 90%
  • ใช้มอยเจอร์ไรเซอร์ – เพิ่มความชุ่มชื้นและสมานแผลให้กับผิว เช่น ครีมที่ช่วยให้ผิวกระตุ้นสร้างมอยส์เจอร์ไรเซอร์ในชั้นผิวได้เอง มองหาผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ สี และน้ำหอมที่อาจระคายเคืองต่อผิวหนังได้อีก หรือ ใช้ว่านหางจระเข้ เพื่อสมานแผลได้จากต้นแบบสด ๆ
  • ถุงผักแช่แข็ง – หากจำเป็นจริง ๆ คุณสามารถเอาถุงถั่วแช่แข็งที่อยู่ในตู้เย็นมาใช้ประคบเย็นได้ เพื่อที่จะไม่ให้น้ำแข็งสัมผัสกับผิวหนังโดยตรง อย่าลืมห่อด้วยผ้าขนหนูก่อนนำไปใช้งาน

แผลไหม้บางส่วนนั้นรุนแรงเกินกว่าจะรักษาที่บ้านได้ หากมีอาการคลื่นไส้ หนาวสั่น มีไข้ หน้ามืด พุพองเป็นวงกว้าง รู้สึกอ่อนแรง  มีอาการคันรุนแรง หรือหากแผลไหม้นั้นดูเหมือนจะลามออกไป นั่นหมายความว่าอาจมีการติดเชื้อได้ ให้รีบปรึกษาแพทย์โดยเร็วที่สุด

อ้างอิง