Browsing Category

skin

skin

เซ็บเดิร์ม รักษาอย่างไร จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็น “โรคเซ็บเดิร์ม”

July 9, 2021

อาการของโรคเซ็บเดิร์ม

อาการของโรคเซ็บเดิร์ม

โรคเซ็บเดิร์ม เป็นโรคผิวหนังที่มีภาวะอักเสบจากต่อมไขมันในชั้นผิวหนัง อธิบายง่าย ๆ คือ เมื่อเป็นโรคเซ็บเดิร์มจะเกิดผื่นแดงตามผิวหนัง ขอบไม่ชัด ลอกเป็นแผ่น ตกสะเก็ดคล้ายรังแค มักเป็น ๆ หาย ๆ ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยบริเวณหนังศีรษะ, ใบหน้า, เปลือกตา, หน้าอก และแผ่นหลัง นอกจากนี้การเจ็บป่วยจากโรคหรือภาวะบางอย่าง เช่น โรคเกี่ยวกับระบบประสาทและโรคทางจิต เช่น โรคพาร์กินสัน, โรคตับอ่อนอักเสบ พิษสุราเรื้อรัง และมะเร็งบางชนิด, โรคเกี่ยวกับระบบต่อมไร้ท่อที่เป็นสาเหตุของโรคอ้วน เช่น เบาหวาน ก็เป็นอีกปัจจัยที่เสี่ยงต่อการเกิดเซ็บเดิร์มได้

เซ็บเดิร์มมีลักษณะและอาการดังนี้

  • ผมร่วงบริเวณหนังศรีษะที่เป็นเซ็บเดิร์ม
  • ผิวหนังในบริเวณเป็นเซ็บเดิร์มจะมีความมัน
  • มีอาการแดง คัน
  • ผิวลอก ตกสะเก็ด บางครั้งสะเก็ดที่หลุดลอกอาจจะเป็นสีเหลือง หรือขาว ที่เรียกว่ารังแค อาจจะเป็นได้บริเวณ ผม คิ้ว

อาการของเซ็บเดิร์มอาจมีลักษณะคล้ายกับโรคผิวหนังบางชนิด เช่น สิว สังเกตได้จากหากเป็นสิวอุดตัน จะมีลักษณะเป็นเม็ดเล็ก ๆ หัวปิดหัวเปิด ตุ่มดำ ตุ่มหนอง ตุ่มอักเสบ นอกจากนี้ก็ยังมีโรค SLE หรือโรคพุ่มพวง ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน แต่สามารถแยกออกจากกันได้เนื่องจากโรค SLE จะมีลักษณะเป็นผื่นแดงที่ข้างแก้มเหมือนปีกผีเสื้อ และไม่ได้อยู่ชิดบริเวณข้างจมูกเหมือนกับผื่นเซ็บเดิร์ม

อีกหนึ่งโรคที่มีผื่นขึ้นคล้ายกันก็คือ โรคผื่นแพ้สัมผัส ซึ่งลักษณะของผื่นคล้ายกับเซ็บเดิร์มมาก แต่เมื่อตรวจอย่างละเอียดจะสามารถแยกความแตกต่างระหว่างสองโรคได้ เพราะส่วนมากผู้ที่เป็นผื่นแพ้สัมผัสมักมีการเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ดูแลผิวใหม่ภายใน 1-2 สัปดาห์ ที่ผ่านมา เช่น สกินแคร์ยี่ห้อใหม่ โฟมล้างหน้ายี่ห้อใหม่ เป็นต้น ส่วนโรคผิวหนังอื่น ๆ อาจต้องตรวจละเอียดด้วยวิธีทางการแพทย์

วิธีการป้องกันโรคดังกล่าว คือหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีอากาศร้อนจัด / หนาวจัด, ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน ดูและสภาพจิตใจไม่ให้เกิดความเครียด, ทาครีมเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นอย่างสม่ำเสมอ, ใช้ยาลดการอักเสบ-ยาฆ่าเชื้อรา, กรณีที่มีรอยโรคที่หนังศีรษะ รักษาโดยใช้ยาสระผมที่มีส่วนผสมของน้ำมันดิน หรือ ยาฆ่าเชื้อรา หรือ selenium sulfide, พักผ่อนให้เพียงพอ รวมไปถึงหลีกเลี่ยงการใช้ยาบางชนิด ที่กระตุ้นให้เกิดเซ็บเดิร์มได้ ในรายที่เป็นรุนแรง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการรักษาซึ่งอาจมีการให้ยารับประทาน

ปัจจุบันยังไม่มีข้อสรุปทางการแพทย์ที่แน่ชัดถึงสาเหตุของโรคเซ็บเดิร์ม แต่แพทย์สันนิษฐานว่าปัจจัยอย่าง ระดับของฮอร์โมนที่แปรปรวน การมีเชื้อยีสต์บนผิวหนังมากขึ้น รวมถึงจากพันธุกรรม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งผื่นเซ็บเดิร์มสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในหน้าร้อนและหน้าหนาว สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนแต่เป็นตัวกระตุ้นทำให้เกิดโรคดังกล่าว การเกิดเซ็บเดิมไม่ได้มาจากการไม่รักษาความสะอาดหรืออาการภูมิแพ้แต่อย่างใด ไม่ใช่โรคติดต่อ และคำถามที่ว่าเซ็บเดิร์ม หายขาดไหม ? คำตอบคือไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ อย่างไรก็ตาม ทารกแรกเกิด – 2 เดือน และผู้ใหญ่อายุตั้งแต่ 30-60 ปี มีโอกาสที่จะเป็นโรคนี้ได้มากกว่าวัยอื่น ๆ

เซ็บเดิร์มมีลักษณะและอาการดังนี้

ข้อควรปฏิบัติหลังเกิดผื่นเซ็บเดิร์ม

ควรพบแพทย์เพื่อวางแผนการรักษาอย่างถูกวิธี ซึ่งวิธีรักษาโรคนี้จะมีการใช้ยาทาเพียง 1-2 ชนิด ควบคู่ไปกับการปฏิบัติตนให้ถูกต้อง ดูแลตัวเองไม่ให้เกิดความเครียด หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอางทุกชนิด ไม่แนะนำให้แต่งหน้าเพื่อปกปิดผื่นเซ็บเดิร์ม เพราะอาจไปกระตุ้นให้อาการแย่ลงหรือกลายเป็นผื่นชนิดอื่น เช่น การแพ้สัมผัสครีมหรือเครื่องสำอางบางตัว และอาจทำให้เกิดสิวได้อีกด้วย

เป็นเซ็บเดิร์ม ห้ามกินอะไร

แม้ว่าจะไม่มีการระบุประเภทอาหารที่ก่อให้เกิดโรคอย่างแน่ชัด แต่งานวิจัยบางชิ้นพบความเชื่อมโยงระหว่างอาหาร(บางชนิด) ที่อาจเป็นตัวกระตุ้นก่อให้เกิดโรคได้ อย่างงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ถูกตีพิมพ์ใน Journal of Investigative Dermatology (2018) พบว่ารูปแบบการบริโภคอาหารแบบ “ตะวันตก” ที่ส่วนใหญ่ประกอบด้วยเนื้อสัตว์และอาหารแปรรูป อย่าง ชีส, เต้าหู้, เค้ก, ขนมปัง, ซอสมะเขือเทศ, มันฝรั่งทอดกรอบรสเค็ม อาจเป็นสิ่งที่กระตุ้นทำให้เป็นเซ็บเดิร์มได้

อ้างอิง

skin

ผิวลอกเป็นขุย ตลอดเวลา แนะ 7 วิธีในการดูแลผิวให้ชุ่มชื้นขึ้น

July 9, 2021

ภาวะ ผิวลอกเป็นขุย และผิวแห้งมาก คืออะไร

ภาวะ ผิวลอกเป็นขุย และผิวแห้งมาก คืออะไร

 ภาวะผิวแห้งมาก (Xerosis) คือลักษณะผิวที่มีปัญหาแห้งกร้าน ผิวแห้งลอกเป็นขุย เป็นความผิดปกติของผิวที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด มีสาเหตุมาจากการขาดน้ำมันหล่อเลี้ยงผิวให้ชุ่มชื้น เนื่องจากต่อมไขมันมีขนาดเล็กและมีจำนวนน้อย จึงผลิตขึ้นมาไม่เพียงพอสำหรับการกักเก็บความชุ่มชื้น ก่อให้เกิดผิวแห้งตึง ผิวลอกเป็นขุย ไม่เรียบเนียน ต่างจากผิวที่ขาดความชุ่มชื้น ที่เป็นเพียงแค่อาการผิดปกติของผิวชั่วคราว

แต่สิ่งที่เหมือนกันระหว่างผิวแห้งมากจนลอกเป็นขุย กับ ผิวขาดน้ำ คือหากขาดการดูแลที่เหมาะสมก็จะยิ่งเพิ่มระดับความรุนแรง โดยจะมีอาการคันผิวหนังหรือผิวไวต่อการระคายเคืองง่ายร่วมด้วยในอนาคต

เพื่อลดโอกาสการเกิดปัญหาผิวแห้งตั้งแต่แรกเริ่ม ควรรู้สาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาเสียก่อน ซึ่งสาเหตุของการเกิดปัญหาผิวลอก ผิวแห้งมากขึ้นอยู่กับปัจจัยเหล่านี้ 

  • สารให้ความชุ่มชื้นในผิว : โดยปกติแล้วในผิวชั้นบนจะมีสารให้ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ (NMFs) เช่น ยูเรีย แลคเตรท ที่ทำหน้าที่จับโมเลกุลน้ำไว้ภายในผิว เมื่อไหร่ก็ตามที่ผิวหากขาดสารตัวที่ว่านี้ ก็จะทำให้การยึดเกาะกับโมเลกุลน้ำภายในผิวเกิดได้ไม่ดี เกิดการสูญเสียน้ำออกจากผิวได้ง่าย ส่งผลให้เกิดปัญหาหน้าลอก ผิวแห้งตึง ลอกเป็นขุย 
  • ไขมันที่จำเป็นในผิว : ไขมันที่อยู่ในชั้นผิวหนังตามธรรมชาติ เช่น เซราไมด์ ที่มีหน้าที่ทำให้ชั้นปกป้องผิวแข็งแรง ช่วยกักเก็บความชุ่มชื้น ให้ผิวมีความยืดหยุ่นและแข็งแรง นอกจากนี้สิ่งที่ผิวขาดไม่ได้คือกรดไขมันจำเป็น (Essential Fatty Acid) เช่น Omega 3&6 Fatty Acids ซึ่งร่างกายไม่สามารถผลิตกรดไขมันเหล่านี้ได้เอง แต่จะได้จากอาหารที่รับประทาน หรือครีมบำรุงที่มีส่วนผสมของไขมันจำเป็นดังกล่าวเป็นส่วนผสม

7 เคล็ดลับเพื่อผิวชุ่มชื้นขั้นสุด

  1. เลือกผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวสูตรอ่อนโยน

ขั้นตอนแรกควรทำความสะอาดผิว ควรเลือกผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดแบบไม่ต้องล้างน้ำ เช่น Micella Water หรือ Cleansing Water ที่เหมาะกับทุกสภาพผิว ในกิจวัตรตอนเช้าและตอนเย็น เวลาใช้ก็ให้หยดบนสำลีจนชุ่ม แล้วค่อย ๆ เช็ดหน้าแบบเบา ๆ เช็ดให้ทั่วใบหน้า เพื่อล้างคราบสิ่งสกปรกออก 

  1. ใช้มอยเจอร์ไรเซอร์ที่มีส่วนผสมที่ให้ความชุ่มชื้น

ไม่ว่าคุณจะมีผิวแห้ง, ผิวมัน ,ผิวแพ้ง่าย, ผิวผสม หรือผิวปกติ ครีมบำรุงผิวที่มีส่วนผสมที่ให้ความชุ่มชื้นกับผิวก็ยังจำเป็นอย่างมาก เช่น กรดไฮยาลูโรนิก ที่ขึ้นชื่อในเรื่องคุณสมบัติในการให้ความชุ่มชื้น ลองใช้ Water Drench™ Hyaluronic Cloud Cream Hydrating Moisturizer ของ PETER THOMAS ROTH มอยส์เจอไรเซอร์ที่อุดมไปด้วย hyaluronic acid ที่มีความเข้มข้นถึง 30% ช่วยเติมน้ำให้ผิวเปล่งปลั่งแลอ่อนเยาว์ได้ยาวนานถึง 72 ชั่วโมง

  1. ลองใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวสูตรน้ำ

ทางเลือกหนึ่งเมื่อพูดถึงความชุ่มชื้น อยากให้นึกถึงการใช้มอยเจอร์ไรเซอร์สูตรน้ำเพราะมีน้ำหนักเบา ความเบาบางของเนื้อครีมทำให้ดูดซึมเข้าสู่ผิวได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งมอยเจอร์ไรเซอร์สูตรน้ำก็มีหลายแบรนด์ให้เลือกใช้ เช่น Cactus Water Moisturizer ของ BOSCIA ที่เคลมว่าเป็นมอยส์เจอร์ไรเซอร์เนื้อบางเบา ซึมซาบเข้าสู่ผิวได้อย่างรวดเร็ว ให้ผิวที่กระหายน้ำได้รับการเติมความชุ่มชื้น ผลลัพธ์คือผิวที่นุ่ม เรียบเรียน และมีสมดุลอย่างสุขภาพดี

  1. ใช้มอยเจอร์ไรเซอร์กับผิวที่เปียกหมาด ๆ

มอยเจอร์ไรเซอร์จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น หากทาในขณะที่ผิวยังเปียกหมาด ๆ (ซับผิวให้หมาดหรือพอให้มีความชื้นเล็กน้อย) ซึ่งจะช่วยให้มอยเจอร์ไรเซอร์ซึมเข้าผิวได้ดีกว่าผิวที่แห้งสนิท

7 เคล็ดลับเพื่อผิวชุ่มชื้นขั้นสุด

  1. มองหาผลิตภัณฑ์ขั้นกว่า

หากต้องการความชุ่มชื้นที่มากขึ้น ลองมองหาสกินแคร์เพิ่มเข้ามาในขั้นตอนการบำรุงผิว เช่น เซรั่ม (ใช้หลังจากล้างหน้า ทาก่อนใช้มอยเจอร์ไรเซอร์) เช่นตัว Vitamin Nectar Glow Juice Antioxidant Face Serum ของ FRESH ที่มีเนื้อสัมผัสแบบ water-oil มอบความชุ่มชื้น แต่บางเบาไม่เหนียวเหนอะหนะ และไม่ก่อให้เกิดการอุดตัน

  1. ปรนนิบัติผิวด้วยชีตมาสก์

ชีสมาสก์ ทำให้เรื่องความชุ่มชื้นในผิวเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น เพราะไม่เพียงแค่เป็นการปรนนิบัติผิวให้ดูสุขภาพดีแล้ว ยังช่วยให้ผิวกักเก็บความชุ่มชื้นไว้ได้อย่างยาวนาน ซึ่งวิธีนี้จะใช้ได้ผลก็ต่อเมื่อเลือกใช้สูตรที่ถูกต้อง ลองมาสก์หน้าด้วย Luminous Dewy Skin Mask ของ TATCHA ชีตมาส์กที่มีน้ำมันจากพืช เพื่อเติมความชุ่มชื้นแก่ผิวหน้าถึงขีดสุด เผยผิวโกลว์ฉ่ำวาว

  1. ฉีดสเปรย์น้ำแร่ระหว่างวัน

ในช่วงเวลาที่ผิวต้องการเติมความชุ่มชื้นระหว่างวัน ลองฉีดสเปรย์น้ำแร่ ตัว Facial Spray With Aloe Herbs & Rose ของ MARIO BADESCU ซึ่งจะช่วยเติมความชุ่มชื้นให้กับผิวหน้าได้ ไม่ว่าจะในออฟฟิศหรือบนเครื่องบินหรือที่ที่มีอากาศหนาวเย็น โดยไม่ลบเลือนเมคอัพ พร้อมรับกับความสดชื่นในตอนกลางวันได้เป็นอย่างดี

อ้างอิง

skin

คนเกาหลีดูแลผิวยังไง นี่คือ 5 ขั้นตอนที่ใช้ดูแลผิวในตอนเช้า

July 9, 2021

5 สเต็ปสกินแคร์รูทีนในตอนเช้า

กิจวัตรการดูแลผิวของสาวเกาหลีนั้นถือได้ว่าเข้มข้นมาก ซึ่งบางครั้งอาจมีมากกว่า 10 ขั้นตอน แต่ในช่วงเช้ามักเป็นชั่วโมงที่เร่งรีบของทุกคน จริง ๆ แล้ว เราสามารถปรับเปลี่ยนผลิตภัณฑ์และขั้นตอนต่าง ๆ เพื่อให้เหมาะกับสภาพผิวและวิถีชีวิตของแต่ละคนได้ ด้วยปัจจัยการใช้ชีวิตที่แตกต่างไม่จำเป็นต้องทำครบทุกขั้นตอน อย่างไรก็ตามเราขอแนะนำ 5 กิจวัตรการดูแลผิวในตอนเช้าของคนเกาหลี ที่เป็นประโยชน์ต่อทุกคน โดยสามารถใช้สกินแคร์ที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น อาจะมีคำแนะนำเล็ก ๆ น้อย ๆ ในส่วนของประโยชน์ในแต่ละผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อผิวเพิ่มเติม

คนเกาหลีดูแลผิวยังไง นี่คือ 5 ขั้นตอนที่ใช้ดูแลผิวในตอนเช้า

ขั้นตอนที่ 1: ทำความสะอาดผิวหน้าทั้ง 2 ครั้ง ด้วยผลิตภัณฑ์ 2 ชนิด (Double Cleansing)

การทำความสะอาดสองครั้งเป็นหัวใจสำคัญของกิจวัตรการดูแลผิวของเกาหลี เริ่มแรกให้ล้างหน้าทำความสะอาดผิวหน้า ด้วยเทคนิค Double Cleansing สาวเกาหลีจะใช้วิธีล้างหน้า 2 รอบ เริ่มจากการใช้คลีนซิ่งแบบออยล์และตามด้วยคลีนซิ่งแบบโฟมเพื่อล้างหน้าอีกครั้ง สาเหตุที่ต้องล้างหน้าสองรอบด้วยผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างกัน ก็เพราะคลีนซิ่งแบบออยล์จะช่วยลบเมคอัพที่ล้างออกยากได้อย่างหมดจด ซึ่งเครื่องสำอางบางตัวอาจเป็น waterproof การล้างหน้าด้วยโฟมล้างหน้าเพียงอย่างเดียวอาจทำความสะอาดได้ไม่มากพอ ส่วนคลีนซิ่งแบบโฟมจะช่วยล้างเอาคราบเหงื่อ สิ่งสกปรก และความมันออกจากผิว จึงช่วยทำความสะอาดผิวได้อย่างล้ำลึก ลดโอกาสที่จะเกิดสิวขึ้นใหม่ได้อีกด้วย

ขั้นตอนที่ 2: โทนเนอร์ (Toner)

 การใช้โทนเนอร์หลังล้างหน้าจะช่วยปรับสมดุลค่า pH ของผิว เพิ่มความชุ่มชื้น และช่วยให้สกินแคร์ที่คุณต้องการลงในลำดับถัดไปถูกดูดซับเข้าสู่ผิวได้ดียิ่งขึ้น ผลิตภัณฑ์โทนเนอร์แบรนด์เกาหลีส่วนใหญ่ มักจะมีส่วนผสมสำคัญอย่าง AHA, BHA หรือ สารสกัดจากธรรมชาติ ที่มีคุณสมบัติช่วยต่อต้านริ้วรอย ความเหี่ยวย่น และลดการเกิดสิว โดยวิธีการใช้โทนเนอร์ก็มีหลากหลายสามารถทำได้ทั้ง เทโทนเนอร์ใส่สำลีแผ่นแล้วเช็ดผิวเบา ๆ หรือเทโทนเนอร์ใส่ฝ่ามือแล้วค่อย ๆ กดไปจนทั่วใบหน้า

ขั้นตอนที่ 3: เอสเซนส์  (Essence)

 หลังจากใช้โทนเนอร์ปรับสมดุลผิวเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการเติมความฉ่ำน้ำให้ผิวขั้นสุด ด้วยการตบ Essence หนึ่งในเคล็ดลับที่สาวเกาหลีมีผิวดี คือการใช้สกินแคร์หลายตัวที่มีความบางเบาแต่หลายเลเยอร์ ไม่ใช่การทาครีมเนื้อหนาแบบตัวเดียวจบ ความต่างระหว่างโทนเนอร์และเอสเซนส์ คือ เอสเซนส์จะมีความบางเบากว่าโทนเนอร์ มีลักษณะเนื้อสัมผัสเป็นน้ำคล้ายเจล ซึบซาบเข้าสู่ผิวได้ง่ายและรวดเร็ว เอสเซนส์มีคุณสมบัติช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นให้แก่ผิว ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ผิวดูดซึมมอยเจอร์ไรเซอร์ และครีมบำรุงอื่น ๆ ได้ดีขึ้น นอกจากจะให้ความชุ่มชื้นที่เหมาะสมในช่วงเช้าแล้ว ยังช่วยลดการผลิตซีบัมของต่อมไขมันได้ตลอดวัน

ขั้นตอนที่ 4: มอยเจอร์ไรเซอร์ (Moisturizer)

 เป็นไปได้ว่าขั้นตอนนี้อยู่ในขั้นตอนการดูแลผิวตอนเช้าอยู่แล้ว เพียงแค่เลือกสกินแคร์ให้เหมาะสมกับผิว เพิ่มเติม เช่น หากคุณมีผิวมัน ให้หลีกเลี่ยงมอยเจอร์ไรเซอร์ที่มีส่วนผสมน้ำมันแร่และซิลิโคน เลือกที่เป็นเนื้อเจลแทนที่จะเป็นครีมที่มีความเข้มข้นเกินไป มอยเจอร์ไรเซอร์ที่เหมาะสมจะไม่ทำให้ผิวของรู้สึกมันหรือเหนียว ควรรู้สึกเหมือนมีเกราะป้องกันบนผิวเพื่อให้กันแดดและเมคอัพติดทนนานยิ่งขึ้น

ขั้นตอนที่ 5: ครีมกันแดด (Sunscreen)

 จะไม่มีประโยชน์เลยหากคุณทำทุกขั้นตอนข้างต้น แต่ไม่ได้ปกป้องผิวจากการถูกทำร้ายด้วยรังสียูวีเอและรังสียูวีบี ด้วยครีมกันแดดดี ๆ สักตัว แน่นอนว่าต้องทาทุกวันแม้จะเป็นวันที่ดูเหมือนว่าจะมีเมฆมากก็ตาม เพราะรังสียูวีสามารถเล็ดลอดเข้าไปสัมผัสกับผิวหนังได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะคุณจะอยู่ที่บ้าน, วันที่ไม่มีแดด, หรือ แม้แต่การสวมใส่เสื้อผ้าอยู่ก็ตาม

คนเกาหลีดูแลผิวยังไง 5 สเต็ปสกินแคร์รูทีนในตอนเช้า

 ลองใช้เครื่องสำอางเกาหลีดีไหม?

 ลองอะไรใหม่ ๆ เพื่อผิวบ้างดีไหม? นี่เป็น 5 เหตุผลที่คุณควรลองเครื่องสำอางเกาหลี เพื่อนำมาปรับใช้เป็นสกินแคร์รูทีนในตอนเช้า

  1. นวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ – เนื่องจากสาวเกาหลีมีความต้องการและดูแลผิวอย่างเข้มข้น บริษัทด้านความงามต่าง ๆ จึงมีการลงทุนในการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างสูตรที่แปลกใหม่ไม่เหมือนใครอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของสาวเกาหลี
  2. ส่วนผสมจากธรรมชาติ – สกินแคร์เกาหลีนิยมใช้ส่วนผสมจากธรรมชาติมากกว่าการใช้สารเคมีที่รุนแรงและเป็นอันตราย มีความละเอียดอ่อนที่ให้ความรู้สึกเบาสบายแก่ผิว ตั้งแต่การใช้น้ำผึ้ง แตงกวา ไปจนถึงส่วนผสมที่แปลกใหม่ เช่น เมือกหอยทาก เป็นต้น
  1. คุณภาพและประสิทธิภาพ – เนื่องจากสาว ๆ ในเกาหลีมีมาตรฐานที่ค่อนข้างสูงในการซื้อและเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง บริษัทด้านความงามจึงถูกให้ปฏิบัติตามข้อกำหนดเหล่านี้ ด้วยการผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพด้วยส่วนผสมที่มีคุณภาพสูง 
  1. บรรจุภัณฑ์ดึงดูดความสนใจ – แบรนด์เกาหลีให้ความสำคัญกับบรรจุภัณฑ์เป็นอย่างมาก สังเกตได้จากคอลเลคชั่นเครื่องสำอางของ innisfree หรือ etude เครื่องสำอางเกาหลีมักจะบรรจุในบรรจุภัณฑ์ที่สวยงามและน่ารัก แน่นอนว่าคุณจะหลงรักและพร้อมเสียเงินในทันที มีตั้งแต่ลิปกลอสแสนน่ารักที่เป็นรูปไอศครีม ไปจนถึงแฮนด์ครีมให้ความชุ่มชื้นรูปพีช 
  1. ผลิตภัณฑ์มีราคาไม่แพง – ความต้องการ ส่งผลให้เกิดการแข่งขันระหว่างบริษัทความงามในเกาหลีเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า มีการแข่งขันกันระหว่างแบรนด์ความงามอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนำไปสู่การผลิตผลิตภัณฑ์ที่คุณภาพสูง ที่ตามมาด้วยราคาไม่แพงอย่างที่คิด

อ้างอิง

skin

ผิวขาดความชุ่มชื้น แห้งกร้าน? ให้มองหาสกินแคร์ที่มีส่วนผสมเหล่านี้

July 8, 2021

ลักษณะ ผิวขาดความชุ่มชื้น

ผิวที่สูญเสียความชุ่มชื้น เป็นภาวะ ผิวขาดความชุ่มชื้น หรือขาดน้ำไปหล่อเลี้ยงเซลล์ผิวใต้ชั้นผิวหนังจึงทำให้ผิวแห้งกร้านไม่เรียบเนียน สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกสภาพผิว สังเกตเห็นได้ชัดในคนที่มีผิวผสม ผิวมัน หรือ เวลาที่ผิวต้องเจอกับสภาพอากาศที่เย็นจัดหรือร้อนจัด แม้ว่าร่างกายจะผลิตไขมันออกมาจากรูขุมขนตามปกติ แต่ผิวก็ยังคงจะมีอาการแห้ง ลอก เป็นขุย ในบางคนมีอาการคันร่วมด้วยคล้ายกับลักษณะของคนผิวแห้ง ซึ่งสามารถดูแลและบำรุงผิวให้กลับมามีสุขภาพดีได้ด้วยการเติมน้ำ และความชุ่มชื้นในชั้นผิวอย่างล้ำลึกด้วยมอยเจอร์ไรเซอร์

ลักษณะ ผิวขาดความชุ่มชื้น

เลือกมอยเจอร์ไรเซอร์ให้เหมาะกับผิว

การเลือกใช้มอยส์เจอไรเซอร์ที่เหมาะสมกับสภาพผิวหน้าถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ผิวกลับมามีสุขภาพดี ในส่วนของการเลือกใช้มอยส์เจอไรเซอร์ให้เหมาะสมกับสภาพผิวนั้น ขอแยกตามประเภทของผิวหน้าไว้ดังนี้

  • ผิวธรรมดา (Normal Skin)
  • ผิวมัน (Oily Skin)
  • ผิวแห้ง (Dry Skin)
  • ผิวผสม (Combination Skin)

ผิวธรรมดา (Normal Skin): ลักษณะผิวที่มีความสมดุล ไม่แห้งตึงหรือมันจนเกินไป มีรูขุมขนขนาดเล็ก สามารถใช้มอยส์เจอไรเซอร์ฐานน้ำ (Water-based moisturizer) อาจอยู่ในรูปแบบโลชั่น เพราะช่วยให้แห้งเร็ว เบาสบายผิว ไม่รู้สึกเหนียวเหนอะหนะ หากใครที่ต้องการความชุ่มชื้นมาก ๆ สามารถเลือกใช้เป็นฐานน้ำมัน (Oil-based moisturizer) แต่เวลาที่ใช้อาจปรับตามสภาพอากาศ เช่น ถ้าอยู่ในประเทศที่มีอากาศเย็นหรือหนาว สามารถใช้ได้ทั้ง 2 เวลา เช้าและเย็น แต่หากอยู่ในประเทศที่อากาศร้อน เพื่อไม่ให้เกิดความเหนียวเหนอะหนะระหว่างวัน แนะนำให้ทาช่วงก่อนนอนจะดีที่สุด

ผิวมัน (Oily Skin): ลักษณะผิวจะมันวาว รูขุมขนกว้าง มีสิวอุดตันง่าย เนื่องจากมีการผลิตน้ำมันส่วนเกินออกมามากกว่าปกติ แม้ว่าผิวจะมันแต่มอยเจอร์ไรเซอร์ก็ยังจำเป็นต่อผู้ที่มีผิวประเภทนี้เช่นกัน แนะนำให้ใช้จะเป็นแบบฐานน้ำ (Water-based moisturizer) ที่อาจอยู่ในรูปแบบโลชั่นเหลว ซึ่งเมื่อเทียบกับครีมโลชั่นจะมีน้ำเป็นองค์ประกอบหลัก ข้อดีคือช่วยลดอัตราการเกิดสิวใหม่บนใบหน้า อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีผิวหน้ามันควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบเป็นสารที่เป็นน้ำมัน เช่น น้ำมันมะพร้าว โกโก้บัทเตอร์ (Cacao butter) หรือ ปิโตรเลียมเจลลี่ (Petroleum jelly)

ผิวแห้ง (Dry Skin): ลักษณะผิวจะค่อนข้างแห้ง ขาดน้ำ และขาดความกระจ่างใส เป็นผิวที่ควรใช้มอยส์เจอไรเซอร์เพื่อรักษาความชุ่มชื้นบนใบหน้าอย่างสม่ำเสมอ แนะนำว่าให้ใช้มอยส์เจอไรเซอร์ฐานน้ำมัน (Oil-based moisturizer) น้ำมันจะทำการเคลือบผิวไม่ให้ความชื้นจากผิวระเหยออกไปได้ ในกรณีที่มีผิวแห้งมากเป็นพิเศษ อาจใช้ผลิตภัณฑ์เนื้อขี้ผึ้งซึ่งมีความสามารถในการคลือบผิว ทำให้ลดการระเหยของน้ำได้มากกว่าผลิตภัณฑ์ชนิดโลชั่นหรือครีม แต่ข้อจำกัดของผลิตภัณฑ์เนื้อขี้ผึ้งคือ จะก่อให้เกิดความมันบนผิว อาจทำให้ไม่สะดวกหากทาตอนกลางวัน จึงแนะนำให้ทาตอนก่อนนอน

ผิวผสม (Combination Skin): ลักษณะผิวจะแห้ง และมีความมันในเวลาเดียวกันแต่บางบริเวณ เช่น หน้าผาก จมูก คาง รูขุมขนช่วง T-Zone จะกว้างเป็นพิเศษ อาจเลือกใช้มอยส์เจอไรเซอร์ที่มีความหนืดเเละให้ความชุ่มชื้นปานกลาง เป็นเนื้อโลชั่นกึ่งครีม ด้วยความที่ผิวมีสภาพทั้งผิวแห้งและผิวมัน อาจต้องให้การดูแลที่แตกต่างกันในแต่ละจุด หรือ เลือกใช้ให้เหมาะสมกับแต่ละส่วน เช่น ส่วนที่แห้ง ใช้มอยส์เจอไรเซอร์สำหรับคนผิวแห้ง และส่วนที่มัน ให้ใช้มอยส์เจอไรเซอร์สำหรับคนผิวมัน

เลือกมอยเจอร์ไรเซอร์ให้เหมาะกับผิว

ล็อคความชุ่มชื้นให้ผิวด้วยส่วนผสมเหล่านี้

  • Humectant – สารดูดความชื้น

เป็นสารดึงน้ำหรือสารที่ดูดความชุ่มชื้นจากชั้นหนังแท้มาสู่ชั้นหนังกำพร้า อธิบายง่าย ๆ ถ้าอากาศมีความชื้นมากพอจะดึงน้ำจากอากาศเข้าสู่ผิวได้ สารที่พบบ่อยเช่น Sodium hyaluronate, Collagen, Glycerin, Sorbitol, Propylene Glycerol, Urea, Hyaluronic Acid ฯลฯ แต่ถ้าอยู่ในสภาวะที่มีอกาศหนาวจนแห้ง อาจทำให้เกิดการดึงน้ำเข้าสู่ผิวได้น้อยลง ใครที่ผิวขาดความชุ่มชื้น ควรมองหาตัวช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นอย่างอื่นทดแทนด้วย

  • Occlusives – สารกักเก็บน้ำในผิว

สารที่ลดการระเหยของน้ำออก​จากผิว ช่วยให้ผิวไม่ขาดน้ำ ทำหน้าที่เคลือบผิวกันน้ำระเหยออกจากผิวปิดกั้นไม่ให้น้ำซึมผ่าน ผิวชั้นบนสุดจึงได้ความชุ่มชื้นจากชั้นหนังกำพร้าและชั้นหนังแท้ มักจะมาในรูปแบบของออยล์หรือบาล์ม เหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับคนที่มีผิวแห้งมาก ซึ่งสารที่มีประสิทธิภาพดีที่สุด คือ Petrolatum สามารถลดการระเหยของน้ำออกจากผิวได้ถึง 99% แต่ก็มีข้อเสีย คือ ทำให้รู้สึกหนักหน้าเมื่อทาครีม

  • Emollient – สารทำให้ผิวเนียนนุ่ม

เป็นสารที่ช่วยปลอบประโลมผิวให้ดูเรียบเนียน ทำให้ผิวที่แห้ง หยาบกร้าน เป็นขุย นั้นอ่อนนุ่มขึ้น แต่ก็ต้องยอมรับว่าประสิทธิภาพไม่ดีเท่าสารกลุ่มอื่น เพราะบางครั้งอาจมีการผสมของพาราฟิน ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่ได้จากกระบวนการกลั่นน้ำมันดิบ เป็นสารที่ช่วยให้ไฟติดได้และถ้าสะสมในผิวมาก ๆ จะเกิดการระคายเคืองได้ ฉะนั้นผิวแพ้ง่ายและบอบบางควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ สารที่ใช้บ่อยได้แก่ Cyclomethicone, Dimethicone Copolyol, Glyceryl Sterates ฯลฯ

อ้างอิง

skin

ผิวไหม้แดด บรรเทาอาการผิวถูกแดดเผาอย่างเร่งด่วน ด้วย 5 วิธี

July 8, 2021

ปัญหา ผิวไหม้แดด

 ผิวไหม้จากการถูกแดดเผา เป็นอีกหนึ่งปัญหาผิวที่พบได้บ่อยและยากที่จะหลีกเลี่ยง รังสี UV สามารถทำลายโมเลกุลที่สำคัญและสร้างความหายนะให้กับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เมื่อผิวสัมผัสกับรังสียูวี เม็ดสีผิวหรือที่เรียกว่าเมลานิน จะทำหน้าที่ปกป้อง DNA ของเซลล์ผิวไม่ให้ถูกทำลาย การผลิตเมลานินจะเร็วขึ้น นั่นเป็นสาเหตุที่ผิวของคุณเปลี่ยนไปเป็นสีแทนเมื่ออยู่กลางแดดไปได้สักพัก น่าเสียดายที่การเมลานินไม่สามารถป้องกันรังสียูวีได้ทุกชนิด และรังสีบางชนิดสามารถเล็ดลอดผ่านเข้ามาบนผิว และสร้างความเสียหายให้กับเซลล์ผิวได้ ทำให้มีการกระตุ้นการผลิตอนุมูลอิสระที่เพิ่มมากขึ้น

การถูกแดดเผาเป็นคำที่ใช้เรียกผิวที่แดง บางครั้งอาจบวมและเจ็บปวด ซึ่งเกิดจากการได้รับรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) จากแสงแดดนานเกินไป หรือ อยู่ท่ามกลางแดดจัดเป็นเวลานานกว่า 15 นาที โดยไม่ได้รับการปกป้อง หรือตากแดดเป็นเวลายาวนานโดยไม่ทาครีมกันแดดซ้ำ ส่งผลให้เกิดอาการแสบร้อน คัน แดงที่ผิวหนัง มีอาการระคายเคือง เกิดเป็นตุ่มใส และทำให้ผิวหมองคล้ำอย่างเห็นได้ชัด โดยสามารถแบ่งระดับความรุนแรงของอาการผิวไหม้ได้ 3 ระดับ คือ

ปัญหา ผิวไหม้แดด

การถูกแดดเผาระดับแรก : อาการของผิวที่ถูกแดดเผาระดับแรก จะมีสีแดงและเจ็บปวดเพียงเล็กน้อย ผิวจะค่อย ๆ ลอกเนื่องจากการผลัดของเซลล์ผิวหนัง เป็นการทำลายผิวหนังชั้นนอกและจะหายเองภายใน 2-3 วัน หลังจากนั้นอาการจะดีขึ้นตามลำดับ

การถูกแดดเผาระดับที่สอง : อาการของผิวไหม้แดดระดับที่สอง จะรู้สึกแสบคัน ผิวแดง บวม และรู้สึกเจ็บปวดเมื่อสัมผัสผิวบริเวณที่ถูกแดดเผา การถูกแดดเผาในระดับนี้อาจสร้างความรุนแรงทะลุผ่านผิวจากหนังกำพร้าลงไปจนถึงชั้นหนังแท้ ทำให้ชั้นใต้ผิวหนังเกิดความเสียหาย อาจต้องใช้ระยะเวลา 5-7 วัน ในการเฝ้าระวังและฟื้นบำรุงเพื่อให้ผิวกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง

การถูกแดดเผาระดับรุนแรง : อาการของผิวไหม้แดดระดับสุดท้ายที่ถือว่ารุนแรงที่สุด จะมีอาการปวดแสบปวดร้อนที่ผิวหนังมากกว่าปกติ มีอาการแดง คัน และมีตุ่มน้ำใส ๆ ควรพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อขอคำแนะนำและแนวทางการดูแลรักษาผิวไหม้แดดอย่างถูกวิธี อาจใช้เวลามากกว่า 2 สัปดาห์ ในการฟื้นบำรุงผิวไหม้แดดและหมองคล้ำ

การถูกแดดเผาเป็นคำที่ใช้เรียกผิวที่แดง บางครั้งอาจบวมและเจ็บปวด ซึ่งเกิดจากการได้รับรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) จากแสงแดดมากเกินไป การถูกแดดเผาอาจแตกต่างกันตั้งแต่เล็กน้อยไปจนถึงรุนแรง ด้วยสภาพแวดล้อมและแสงแดดที่แรงจัดที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ในบางเวลา ส่งผลให้ผู้ที่ต้องเผชิญกับแสงแดดเป็นระยะเวลานานเกิดปัญหาผิวไหม้แดดหรือผิวคล้ำเสียสะสมขึ้น หากแต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วเราจะมีวิธีการดูแลและฟื้นบำรุงผิวในขั้นต้นด้วยตัวเองง่าย ๆ ได้อย่างไรบ้าง

รักษาผิวไหม้แดดแบบเร่งด่วน

ไม่ว่าผิวที่ถูกทำร้ายจากแดดของคุณจะอยู่ในระดับใด คุณจำเป็นต้องมีวิธีการบรรเทาความเจ็บปวดที่ง่ายและรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาว่าอาการผิวไหม้จากแดดสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ระหว่าง 2 -3 หรืออาการอาจลากยาวนานไปจนถึงหลายสัปดาห์ ซึ่งเราต้องบอกคุณตรง ๆ ว่า ไม่มีวิธีแก้ผิวไหม้จากแดดให้หายในชั่วข้ามคืน! มีเพียงบางวิธีที่คุณสามารถทำได้เพื่อบรรเทาอาการอย่างรวดเร็ว โดยต้องเน้นไปที่ผลิตภัณฑ์ที่คืนความชุ่มชื้นให้กับผิว เช่น โลชั่นและครีม

รักษาผิวไหม้แดดแบบเร่งด่วน 

  • การบรรเทาอาการปวด – การบรรเทาอาการปวดที่ไม่ต้องสั่งโดยแพทย์ เช่น ไอบูโพรเฟน หรือยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ สามารถช่วยบรรเทาอาการปวดและลดอาการบวมได้
  • ปรับอุณภูมิในร่างกาย – ใช้ผ้าชุบน้ำหมาด ๆ หรือผ้าขนหนู หรืออาบน้ำเย็นเพื่อลดความร้อนในร่างกาย โดยหลีกเลี่ยงการใช้สบู่ในบริเวณที่ถูกแดดเผา
  • ดื่มน้ำปริมาณมาก – เพื่อปรับอุณภูมิผิวหลังโดนแดด แต่ถ้าไม่สามารถดื่มได้อย่างรวดเร็ว ให้ทานของว่างในผักและผลไม้ที่ให้ความชุ่มชื้น เช่น แตงโม แตงกวา สตรอเบอร์รี่ มะเขือเทศ เกรปฟรุต และแคนตาลูป ซึ่งทั้งหมดนี้มีน้ำเป็นส่วนประกอบมากกว่า 90%
  • ใช้มอยเจอร์ไรเซอร์ – เพิ่มความชุ่มชื้นและสมานแผลให้กับผิว เช่น ครีมที่ช่วยให้ผิวกระตุ้นสร้างมอยส์เจอร์ไรเซอร์ในชั้นผิวได้เอง มองหาผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ สี และน้ำหอมที่อาจระคายเคืองต่อผิวหนังได้อีก หรือ ใช้ว่านหางจระเข้ เพื่อสมานแผลได้จากต้นแบบสด ๆ
  • ถุงผักแช่แข็ง – หากจำเป็นจริง ๆ คุณสามารถเอาถุงถั่วแช่แข็งที่อยู่ในตู้เย็นมาใช้ประคบเย็นได้ เพื่อที่จะไม่ให้น้ำแข็งสัมผัสกับผิวหนังโดยตรง อย่าลืมห่อด้วยผ้าขนหนูก่อนนำไปใช้งาน

แผลไหม้บางส่วนนั้นรุนแรงเกินกว่าจะรักษาที่บ้านได้ หากมีอาการคลื่นไส้ หนาวสั่น มีไข้ หน้ามืด พุพองเป็นวงกว้าง รู้สึกอ่อนแรง  มีอาการคันรุนแรง หรือหากแผลไหม้นั้นดูเหมือนจะลามออกไป นั่นหมายความว่าอาจมีการติดเชื้อได้ ให้รีบปรึกษาแพทย์โดยเร็วที่สุด

อ้างอิง

skin

ขัดผิวขาว ด้วยสครับแบบไหนดี : พร้อมให้คำแนะนำ & ประโยชน์

July 8, 2021

การสครับผิวเพื่อผิวขาว

การสครับผิว เป็นการทรีทเมนต์ร่างกายเพื่อผลัดเซลล์ผิวที่ตายไปแล้วให้กลับมาเนียนนุ่ม และเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว การขัดผิวโดยทั่วไปมาจากการผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของน้ำตาลหรือเกลือเป็นส่วนผสมหลัก แม้ว่าสครับบางสูตรจะสามารถ DIY ทำเองได้ง่าย ๆ ที่บ้าน แต่ขนาดของเกลือและน้ำตาลที่หยาบอาจทำให้บาดผิวได้ ต่างจากสครับคุณภาพสูงที่มีส่วนผสมที่ทำให้ผิวขาวตามธรรมชาติ ผลที่ได้ก็จะยิ่งดีขึ้นไปอีก หากต้องการ ขัดผิวขาว ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพตามร้าน นอกจากจะช่วยขัดผิวให้ดูโกลว์เหมือนได้ผิวใหม่แล้วยังไม่ทำให้เกิดการเสียดสีหรือบาดผิวได้อีกด้วย

แค่อาบน้ำกับทาครีมอาจยังไม่พอ การขัดผิวเป็นวิธีที่ดีที่จะทำให้ผิวกลับมาดูสดใสและมีสุขภาพดี สครับผิวเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมในการผลัดเซลล์ผิว มีผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจมากมายตามห้างสรรพสินค้า หรือหากต้องการประหยัดจะทำสครับร่างกายแบบโฮมเมด โดยใช้ส่วนผสมที่มีอยู่แล้วที่บ้านโดยไม่ต้องเสียเงินเพิ่มก็ได้เช่นกัน ร่างกายต้องการการผลัดเซลล์ผิวเพื่อให้มีความนุ่ม เรียบเนียน และมีสุขภาพดี ไม่ต่างจากอะไรจากผิวหน้า หากการดูแลร่างกายในปัจจุบันมีแค่ใยบวบและสบู่ก้อน ถึงเวลาที่ต้องยกระดับการดูแลตัวเองให้มากขึ้นแล้ว และนี่คือข้อมูล & ประโยชน์ของการขัดผิวที่จำเป็นต้องรู้ก่อนจะเริ่มขัดผิวให้ขาว

การสครับผิวเพื่อผิวขาว

ประโยชน์ของการขัดผิวกาย

  • ช่วยขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว – การสครับผิวหรือผลิตภัณฑ์ดูแลผิวประเภทอื่น ๆ ด้วยแปรงหรือใยบวบ ช่วยทำให้ผิวของคุณดูสว่างขึ้น เพราะเซลล์ผิวที่ตายถูกขจัดออกไป นอกจากนี้ยังสามารถกระตุ้นการผลิตคอลลาเจนซึ่งอาจช่วยให้ผิวของคุณกระชับและเปล่งปลั่งมากขึ้น
  • เพิ่มประสิทธิภาพในการทาครีม – ครีมจะซึมซาบเข้าสู่ผิวมากกว่า เป็นการบำรุงที่ล้ำลึกและมีประสิทธิภาพมากกว่าการทาแต่ครีมเพียงอย่างเดียว ที่ผ่านมาหากขัดผิวขาวและใช้ครีมเพื่อความขาว แต่ยังไม่เห็นผลลัพธ์ใด ๆ อาจเป็นเพราะครีมที่ทากองอยู่แค่บนผิวก็เป็นได้
  • ลดรอยแผลเป็นจากสิว – ช่วยลดรอยแผลเป็นจากสิวและรอยด่างดำของผิว แม้ว่าจะไม่ถูกลบออกทั้งหมดแต่ก็จะจางลง สครับช่วยส่งเสริมกระบวนการผลัดผิวตามธรรมชาติ การขัดผิวจะขจัดเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพและช่วยให้ผิวฟื้นคืนความอ่อนเยาว์
  • ผ่อนคลาย ลดความกังวล – หากคุณกำลังเหนื่อยหรือรู้สึกเครียด การนวดผิวด้วยการสครับผิวถือเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ยอดเยี่ยมในการให้ความรู้สึกที่ผ่อนคลายและรู้สึกสงบขึ้น

สครับน้ำตาล vs เกลือขัดผิว แบบไหนดีกว่า

  • สครับน้ำตาล

เม็ดของน้ำตาลมีลักษณะกลมและมีฤทธิ์กัดกร่อนน้อยกว่าเกลือ มีประโยชน์ในการขัดผิวบริเวณที่บอบบาง เช่น ใบหน้า คอ หรือ หน้าอก ช่วยผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยน แหล่งธรรมชาติของกรดไกลโคลิก ( AHA ) ในน้ำตาลจะทำลายชั้นผิวที่ตายแล้วและทำให้ผิวเรียบเนียนขึ้น หากใช้สครับที่มีส่วนผสม เช่น มะเขือเทศ ก็จะเพิ่มความกระจ่างใสให้ผิว เพราะ AHA และวิตามินซี ในมะเขือเทศช่วยผลัดเซลล์ผิวได้ หรือ จะเป็นขมิ้นชัน ที่ถูกนำมาใช้เป็นส่วนผสมบ่อย ๆ เพราะเผยให้เห็นผิวที่ขาวผ่องและใสเนียน นอกจากนี้น้ำตาลยังเร่งการคืนความชุ่มชื้น รักษาสภาพผิว และให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว สครับน้ำตาลจึงเป็นตัวเลือกยอดฮิตต้น ๆ ในการนำไปสครับผิว

เกลือขัดผิว

  • เกลือขัดผิว

เกลือขัดผิวมักจะมีขนาดที่หยาบกว่าน้ำตาล มีประโยชน์ในการขัดผิวบริเวณที่หยาบกร้าน เช่น เท้า หัวเข่า ข้อศอก หรือ ร่างกาย หากมีส่วนผสมของธรรชาติ อย่าง มะขาม น้ำผึ้ง ก็สามารถช่วยทำให้ผิวขาวใสและสีผิวสม่ำเสมอได้ และเกลือยังมีคุณสมบัติในการล้างพิษ ช่วยดึงสิ่งสกปรกที่อุดตันรูขุมขนลดโอกาสการเกิดสิวชนิดต่าง ๆ ช่วยเติมพลังให้ผิว ส่งเสริมการไหลเวียนของเลือด ทำให้ผิวมีสุขภาพดีที่มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ไม่ควรขัดผิว​แรงเกินไป เพราะอาจเพิ่มโอกาสการเป็นสิว และผิวหนังอาจเกิดการอักเสบได้

อ้างอิง

skin

ผิวแตกลาย ไม่เลเซอร์มีโอกาสหายได้ไหม ทำอย่างไร

July 8, 2021

ผิวแตกลาย เกิดจาก

ผิวแตกลาย เป็นแผลชนิดหนึ่งที่สังเกตเห็นได้ง่าย เกิดจากการที่ผิวหนังบริเวณนั้น ๆ เกิดการยืดขยายตัวอย่างรวดเร็ว เช่น คุณแม่หลังคลอด, ผู้ที่กำลังอยู่ในช่วงควบคุมน้ำหนัก มีการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักไวเกินไป, การเปลี่ยนแปลงทางฮอร์โมน, ผู้ที่เล่นกล้าม, ผิวแห้ง, การใช้สเตรียรอยด์ ฯลฯ ปัจจัยเหล่านี้ทำให้มีการฉีกขาดของผิวหนังแท้และเป็นรอยแตกออกมา รอยแตกของผิวนี้มักเกิดในบริเวณที่มีไขมันสะสมอยู่มาก เช่น ต้นแขน หน้าอก หน้าท้อง ต้นขา สะโพก และน่อง อาการเริ่มแรกของผิวแตกลายนั้น ผิวหนังมักจะเป็นเส้นสีแดงหรือม่วง หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ดูแลรักษา จะมีสีอ่อนลงเรื่อย ๆ จนกลายเป็นสีขาวขุ่น 

ผิวแตกลายเกิดจาก

ลักษณะของรอยแตกลาย

รอยแตกลายบนผิวหนังมักจะมีลักษณะเป็นร่องหรือเป็นลายเส้นขนาน มีความสัมพันธ์กับคำว่า Striae ที่แปลว่า ร่องหรือลายเส้นขนาน อาการเริ่มแรกของผิวแตกลาย คือผิวหนังจะเกิดรอยเป็นเส้นสีแดงหรือม่วง จากนั้นจะมีสีอ่อนลงเรื่อย ๆ จนกลายเป็นสีขาวขุ่น ผิวแตกลายอาจเรียกอย่างจำเพาะเจาะจงตามลักษณะอาการที่ปรากฏ อาทิ

  • Striae rubra: มีลักษณะเป็นลายเส้นขนานสีแดง เป็นรอยแตกลายที่พบได้ในระยะแรก
  • Striae distensae: มีลักษณะเป็นลายเส้นขนานจากการยืด อาจเป็นสีชมพูหรือสีม่วง
  • Striae atrophicans: มีลักษณะเป็นลายเส้นขนานโดยมีอาการผิวฝ่อ พบในคุณแม่หลังคลอด หรือ ผู้ที่มีการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักตัวอย่างรวดเร็ว
  • Striae alba: มีลักษณะเป็นลายเส้นขนานสีขาว เป็นรอยแตกของผิวที่เปลี่ยนจากเส้นสีแดงมาเป็นสีขาว มักพบในระยะหลัง 

วิธีแก้ผิวแตกลาย

ปกติรอยแตกลายไม่มีผลต่อสุขภาพร่างกาย จะมีแค่เรื่องความสวยความงาม แต่อาจพบว่าผิวที่มีรอยแตกลายมาก ๆ อาจฉีกขาดได้ง่ายกว่าปกติ เมื่อผิวได้รับบาดเจ็บ ในส่วนรอยแตกลายในวัยรุ่นอาจจางลงได้บ้างเมื่อเวลาผ่านไปนาน ๆ อย่างไรก็ตามสำหรับวิธีแก้ผิวแตกลายสามารถเลือกทำได้ 2 วิธี คือ ทำด้วยตัวเองในกรณีที่ไม่อยากเลเซอร์ หรือใครที่ต้องการรักษาโดยใช้เทคนิคการแพทย์ แนะนำให้ไปปรึกษาแพทย์หรือคลินิกที่เชี่ยวชาญเพื่อผลลัพธ์ในการรักษาที่ดีสุด

  1. ลดลอยแตกลายด้วยตัวเอง

  • ดูแลร่างกาย ด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อผิว เช่น วิตามินซี อาหารจำพวก นม เนย ตับ ปลา เป็นต้น หมั่นออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ เพื่อให้ร่างกายสมส่วน ผิวพรรณมีความยืดหยุ่น ระดับฮอร์โมนสมดุลจะสมดุลมากขึ้น ทำให้ลดปัญหาผิวแตกลายได้ ควรดื่มน้ำในปริมาณที่มากพอและเพียงพอต่อร่างกาย เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นและสร้างสมดุลความยืดหยุ่นให้กับผิว และหลีกเลี่ยงไม่ให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
  • ทาครีมบำรุง การใช้ผลิตภัณฑ์ลดรอยแตกลาย น้ำมันจากธรรมชาติ หรือ การใช้ครีมบำรุงที่มีส่วนผสมของมอยเจอไรเซอร์ในบริเวณแตกลายเป็นประจำทุกวัน หลังอาบน้ำ ก่อนนอน อย่าปล่อยให้ผิวแห้งเด็ดขาด ความสม่ำเสมอในการทาจะช่วยให้ผิวเรียบเนียนขึ้น การใช้ยาทารักษารอยแตกลายจะได้ผลเฉพาะรอยแตกลายที่เกิดใหม่ คือยังคงมีสีแดงหรือม่วงเท่านั้น เนื่องจากยังคงมีหลอดเลือดทำงานอยู่ซึ่งทำให้พวกมันตอบสนองต่อการรักษาได้ดีขึ้น หากกำลังตั้งครรภ์ให้หลีกเลี่ยงในส่วนผสมของ เรตินอยด์ เรตินอล หรือวิตามินเอ เพราะอาจอันตรายต่อทารกได้

วิธีแก้ผิวแตกลาย

  1. เข้ารับการรักษาโดยแพทย์

  • การทำเดอร์มาโรลเลอร์ (Dermaroller) การใช้เครื่องมือกลิ้งบริเวณผิวที่ต้องการ เป็นการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใต้ผิวหนัง ช่วยทำลายพังผืด ช่วยให้ผิวเรียบเนียนขึ้น เป็นวิธีที่ช่วยลดรอยแตกลายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • การเลเซอร์ไอพีแอล (Intensed Pulsed Light – IPL) ใช้แสงความเข้มข้นสูงยิงบริเวณผิวที่เป็นรอย เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและปรับให้สีผิวสม่ำเสมอหรือจะเป็นการเลเซอร์สร้างผิวใหม่ก็ได้เช่นกัน
  • การทำเมโสเธอราพี (Mesotherapy) รักษารอยแตกลาย เป็นการใช้เข็มกระตุ้นส่งยาเข้าไปในชั้นผิวเพื่อกระตุ้นให้เกิดการสมานรอยแตกลายของผิว
  • ฉีดคาร์บ็อกซี่ (Carboxytherapy) เป็นการรักษาโดยการฉีดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ใช้ในในทางการแพทย์ที่ชั้นหนังแท้ตามแนวร่องแตกลายของผิวหนัง เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดและคอลลาเจนใต้ผิวให้ตึงกระชับ นอกจากจะช่วยเรื่องการรอยแตกลายแล้วยังช่วยสลายไขมันส่วนเกินที่ต้องการได้อีกด้วย

อ้างอิง